Tourism DX

Marketing

Digital

Payment, Cashless

Others

05.02.2026

โลกไร้พรมแดนด้วยสมาร์ทโฟน แต่ ‘กระดาษ’ ยังคงเป็นหัวใจของการเดินทาง

ถอดรหัสงาน TITF: ภาพสะท้อนการเดินทางต่างประเทศของคนไทย และ “จุดยืน” ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในปัจจุบัน

(คอลัมน์นี้สะท้อนมุมมองของ Charlie จากประสบการณ์การทำงานข้ามอุตสาหกรรมในญี่ปุ่นและประเทศไทย )

■ ความรู้สึกที่อธิบายได้ยากท่ามกลางฝูงชน

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปสำรวจงาน Thailand International Travel Fair (TITF) ซึ่งจัดขึ้นในกรุงเทพฯ

ในนามของ ICHI media เรามีส่วนร่วมบริหารจัดการบูธขององค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น (JNTO) ต่อเนื่องมาตลอดหลายปี นั่นทำให้ผมค่อนข้างไวต่อบรรยากาศและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของผู้คนที่มาเดินงาน

TITF ปีนี้ มีบรรยากาศบางอย่างที่ผมรู้สึกว่าไม่สามารถอธิบายได้เพียงแค่คำว่า “งานคึกคักดี” หรือ “คนกลับมาเที่ยวกันแล้ว” เพราะแม้จะมีคนมาเดินงานจำนวนมาก แต่ “พลังงาน” บางอย่างกลับดูต่างไปจากเดิม ความรู้สึกติดค้างในใจนี้ทำให้ผมต้องค่อย ๆ เดินสังเกตการณ์ไปรอบๆ Hall เพื่อหาคำตอบ

■ ทำความเข้าใจธรรมชาติของงาน TITF

ก่อนอื่น ผมอยากให้เราเข้าใจตรงกันก่อนว่า TITF มี “บุคลิก” เฉพาะตัวอย่างไร

งานนี้ไม่ใช่เวทีสำหรับ “ขายการท่องเที่ยวในไทย” เท่านั้น แต่งานนี้จัดโดยสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการส่งเสริมให้คนไทย “ออกไปเที่ยวต่างประเทศ” (Outbound) ดังนั้น ภายในงานเราจึงพบบูธท่องเที่ยวไทยจำนวนค่อนข้างน้อย และบริษัททัวร์ต่าง ๆ ก็แทบไม่ได้นำเสนอแพ็กเกจเที่ยวในประเทศเลย

จุดนี้อาจไม่ได้เป็นเพียงข้อสังเกต แต่อาจเป็น “ข้อเท็จจริง” ที่สะท้อนภาพลักษณ์บางอย่างได้อย่างชัดเจน

■ ข้อมูลยืนยัน: “คนไทยไม่เคยหยุดเดินทาง”

หากดูจากตัวเลขเชิงสถิติ คนไทยไม่ได้ลดความต้องการในการออกไปเห็นโลกกว้างเลย

ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (MOTS) ระบุว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวไทยที่ไปต่างประเทศจะยังไม่กลับไปแตะระดับสูงสุดที่ 12 ล้านคนเหมือนช่วงก่อนการระบาดของโควิด แต่ทิศทางการฟื้นตัวนั้นชัดเจนมาก และจุดหมายปลายทางก็เริ่มหลากหลายขึ้น แม้ญี่ปุ่นจะยังครองแชมป์ความนิยม แต่การประกาศ “ฟรีวีซ่าไทย-จีน” ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2024 ก็ทำให้จีนกลับมาได้รับความนิยมอย่างก้าวกระโดด รวมถึงความต้องการที่อยู่ในระดับสม่ำเสมอของกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย เวียดนาม ลาว ฮ่องกง และไต้หวัน

ในทางกลับกัน การท่องเที่ยวในประเทศของคนไทยกลับฟื้นตัวเร็วกว่าการไปต่างประเทศเสียอีก โดยตอนนี้มียอดรวมการเดินทางสูงกว่าช่วงก่อนการระบาดของโควิดไปแล้ว โดยตัวเลข “จำนวนครั้ง” ของการเที่ยวในประเทศพุ่งสูงถึง 200 ล้านครั้ง ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ พร้อมยอดการใช้จ่ายที่เติบโตขึ้นตามไปด้วย

นั่นหมายความว่า คนไทยไม่ได้เที่ยว “น้อยลง” แต่การเดินทางได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวันไปเรียบร้อยแล้ว

■ ในงานนี้เรา “ขาย” อะไรกันแน่: “ประเทศ” หรือ “ระบบ”

สิ่งที่น่าสนใจใน TITF ครั้งนี้คือ สิ่งที่ถูกนำเสนอขายอาจไม่ใช่แค่ “ประเทศ” หรือ “เมือง” อีกต่อไป

แต่มันคือ “กลไกที่ทำให้การเดินทางต่างประเทศสมบูรณ์แบบโดยไร้ความกังวล”

เราจะเห็นบูธของ OTA (Online Travel Agency), สายการบิน, ซิมการ์ด (เช่น AIS), บริการชำระเงินหลายสกุลเงิน (เช่น YouTrip หรือ Planet SCB), ประกันภัย ไปจนถึงบูธแลกเงินอย่าง Super Rich

Hall จัดแสดงงานถูกเติมเต็มไปด้วยบริการที่พยายามลด “แรงเสียดทาน” (Friction) ของการไปต่างประเทศให้กลายเป็นศูนย์

■ ต่างประเทศที่ไกลในเชิงระยะทาง แต่ใกล้ในเชิงความรู้สึก

การไปต่างประเทศในวันนี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องใช้ “ความกล้า” อย่างมหาศาลอีกต่อไป

ไม่ว่าจะเป็นการจอง การจ่ายเงิน การสื่อสาร หรือการเดินทาง ทุกอย่างถูกออกแบบมาให้จบได้ในสมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียว จนเกิด “ปรากฏการณ์ย้อนศร” ที่ว่า บางครั้งการไปต่างประเทศที่อยู่ไกล กลับรู้สึกว่า “ใกล้และง่าย” กว่าในเชิงความรู้สึกและการจัดการ เมื่อเทียบกับการไปเที่ยวบางสถานที่ในประเทศเสียอีก

■ จาก “ผู้บริโภคที่รอฟัง” สู่ “นักเดินทางนักเรียนรู้”

บูธของ OTA รายใหญ่อย่าง Traveloka หรือ Trip.com สะท้อนภาพนี้ได้ดีที่สุด เจ้าหน้าที่บูธไม่ได้ตะโกนเสียงดังเพื่อขายสินค้า แต่พวกเขากลับนั่งลงข้าง ๆ ผู้เข้าชมงาน ช่วยกันกดสมาร์ทโฟน และแนะนำขั้นตอนการซื้อออนไลน์ให้จบลงตรงนั้น แม้แต่บูธสายการบินก็เริ่มแบ่งพื้นที่ชัดเจนระหว่าง “เคาน์เตอร์ขายตั๋วปกติ” กับ “โซน Self-purchase” ที่ให้ลูกค้าลองกดจองเองโดยมีเจ้าหน้าที่คอย support อยู่ข้าง ๆ

ผมสัมผัสได้ว่าคนไทยวันนี้ไม่ใช่แค่ “ผู้บริโภค” ที่รอรับข้อมูล แต่ได้วิวัฒนาการไปสู่การเป็น “นักเดินทางมือโปร” ที่ใช้เทคโนโลยีเก่งและพร้อมจะออกแบบการเดินทางที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด

ในขณะเดียวกัน ความจริงที่ว่าผู้คนมุ่งไปจองตรงกับสายการบินหรือ OTA ในงานที่จัดโดยสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว (TTAA) ก็เป็นเรื่องที่น่าคิดว่า บทบาทของ “บริษัททัวร์” อาจกำลังเปลี่ยนไปอย่างเงียบ ๆ

■ วิธีการนำเสนอที่ต่างกันในแต่ละประเทศ

การเข้าหาลูกค้าของแต่ละประเทศก็น่าสนใจครับ

“จีน” กลับมาพร้อมภาพลักษณ์ใหม่ที่ทรงพลังและต่างจากปีก่อนอย่างสิ้นเชิง “เกาหลี” ยังคงเก่งกาจในการสร้างกระแส (Hype) ด้วยการดึงดาราดังมาขึ้นเวทีเพื่อสร้างแรงสั่นสะเทือนในโซเชียลมีเดีย ซึ่งแน่นอนว่าคนไทยพร้อมจะถ่ายรูปและแชร์ต่อทันที

■ ความนิ่งนอนใจที่น่ากังวลในโซนญี่ปุ่น

สำหรับโซนญี่ปุ่น แต่ละจังหวัดยังคงนำเสนอข้อมูลอย่างสุภาพและซื่อตรงตามสไตล์ญี่ปุ่นที่เราคุ้นเคย แต่มันก็ทำให้ผมแอบรู้สึกถึง “ความอึดอัดเล็ก ๆ” ในฐานะคนที่ทำงานใกล้ชิดกับญี่ปุ่น

เพราะในขณะที่มีข้อมูลเตรียมไว้ให้มากมาย แต่คำถามสำคัญที่ว่า “ทำไมต้องไปที่นั่นเดี๋ยวนี้?” กลับดูเหมือนจะหาคำตอบได้ยากขึ้นท่ามกลางตัวเลือกอื่น ๆ ที่ดึงดูดใจมากขึ้นเรื่อย ๆ

■ แผ่นพับใบปลิวกระดาษ: วิถีแห่งการเดินทาง

สิ่งที่ทำให้ผมประทับใจที่สุดในบูธ JNTO คือ แม้โลกจะหมุนไปหาดิจิทัลแค่ไหน แต่คนไทยจำนวนมากยังคงเดินถือถุงที่เต็มไปด้วยแผ่นพับและคู่มือการท่องเที่ยวเล่มหนากลับบ้าน

นี่คือความล้าสมัยหรือเปล่า? ผมว่าไม่ใช่

ผมมองว่า “กระดาษ” คือ “วิถีแห่งการทำความเข้าใจโครงสร้างของทริป” เพราะบนหน้าจอสมาร์ทโฟน ข้อมูลจะถูกตัดแบ่งเป็นส่วน ๆ แต่แผ่นพับหรือแผนที่กระดาษจะช่วยทำให้เราเห็น “ภาพรวม” ได้ในคราวเดียว คนไทยอาจจะกำลังเลือกใช้กระดาษเพื่อเติมเต็ม “ความละเอียดของการเดินทาง” ในจุดที่โลกดิจิทัลยังให้ได้ไม่ครบถ้วน

■ ทำไม TITF จึงไม่ค่อยไม่มี “บูธท่องเที่ยวไทย”

จากที่กล่าวมา มีประเด็นหนึ่งที่ต้องย้ำให้ชัดเจนครับ

การที่ TITF ไม่ค่อยมีบูธ “เที่ยวไทย” ไม่ได้หมายความว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังถดถอย แต่มันคือเรื่องของ “หน้าที่” ของงานที่ถูกกำหนดมาแต่ต้น และความจริงที่ว่าคนไทยเที่ยวไทยถึงปีละ 200 ล้านครั้ง แสดงให้เห็นว่าการเที่ยวในประเทศกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม เมื่อผมยืนอยู่ในงาน ผมกลับรู้สึกถึงความแตกต่างที่รุนแรง (Contrast) ระหว่างการไปต่างประเทศที่ถูกนำเสนอเป็น “ประสบการณ์ที่ถูกออกแบบมาอย่างสมบูรณ์”

ภาพบรรยากาศในงานนี้อาจไม่ได้ตั้งคำถามว่าเที่ยวไทยดีหรือไม่ดี แต่มันสะท้อนให้เห็นว่า การเดินทางไปต่างประเทศในปัจจุบัน ถูกทำให้ “ง่าย” และ “ไร้รอยต่อ” มากแค่ไหน

■ อย่าชะล่าใจกับคำว่า “คนไทยรักญี่ปุ่น”

สุดท้ายนี้ ผมมีมุมมองส่วนตัวที่อยากจะทิ้งท้ายไว้

ญี่ปุ่นคือหนึ่งในประเทศที่คนไทยรักมากที่สุด แต่เราจะนิ่งนอนใจอยู่บนฐานความนิยมเดิมไม่ได้

เรื่องนี้ไม่ต่างจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ ICHI media นำเสนออยู่บ่อยครั้ง “เทคโนโลยีที่ล้ำหน้า” หรือ “ซอฟต์แวร์คุณภาพสูง” ไม่ใช่เหตุผลเพียงพอที่จะทำให้คนเลือกเราตลอดไป

จากการเดินใน TITF ผมเห็นได้ชัดว่าประเทศอื่น ๆ เริ่มคิดโจทย์นี้แตก พวกเขาไม่ได้แค่ขาย “ที่เที่ยว” แต่ขาย “ความง่ายในการเลือก”

ระยะห่างของความใส่ใจในการออกแบบประสบการณ์ให้เข้าถึงง่ายกำลังค่อย ๆ ขยายกว้างขึ้นอย่างเงียบ ๆ และนั่นคือสิ่งที่น่ากังวลที่สุด

■ มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตที่ต้องออกเดินทาง

ระหว่างเดินออกจากงาน ผมลองตั้งคำถามกับตัวเองว่า:

* เรากำลังสูญเสีย “เสน่ห์ของความไม่สะดวก” ในการเดินทางไปเพราะเทคโนโลยีที่สบายเกินไปหรือเปล่า?

* ทำไม “ต่างประเทศที่ต้องวางแผน” ถึงทำให้เรารู้สึกเป็นอิสระได้มากกว่า “ในประเทศที่ไปเมื่อไรก็ได้”?

* สิ่งที่แหล่งท่องเที่ยวควรให้ คือ “ข้อมูล” หรือ “ภาพวาดที่ทำให้เราจินตนาการเห็นตัวเองไปยืนอยู่ตรงนั้น”?

ความง่ายและไร้รอยต่อ (Frictionless) ไม่ได้เป็นเพียงโจทย์ของการท่องเที่ยว แต่มันคือโจทย์ใหญ่ของทุกอุตสาหกรรมนับจากนี้ไป

- Charlie

RECOMMEND