AI Technology

Digital

10.06.2026

ไทยเร่งเครื่องสู่ยุค AI เต็มตัว: การเติบโตอันดับ 2 ของโลก กับโอกาสใหม่ของคนทำงานและธุรกิจ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “ปัญญาประดิษฐ์ (AI)” ได้ก้าวจากเทคโนโลยีแห่งอนาคต กลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของผู้คนและองค์กรทั่วโลกอย่างรวดเร็ว และประเทศไทยเองก็กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่ “ปรับตัวเร็ว” มากที่สุดแห่งหนึ่งในเวทีโลก

ข้อมูลล่าสุดจากไมโครซอฟท์ในรายงาน Global AI Diffusion ระบุว่า ประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของผู้ใช้งาน AI สูงเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากเกาหลีใต้ โดยสัดส่วนคนทำงานที่ใช้ AI อย่างจริงจังเพิ่มขึ้นจาก 9.1% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2568 เป็น 12.4% ในไตรมาสแรกของปี 2569 หรือคิดเป็นการเติบโตถึง 36.4% ภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ตัวเลขนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของแรงงานไทย ที่ไม่ได้มอง AI เป็นเพียงเครื่องมือเสริม แต่เริ่มนำมาใช้เป็น “ส่วนหนึ่งของการทำงานจริง”

เมื่อมองลึกลงไปในพฤติกรรมของคนทำงาน จะพบว่าไทยมีสัดส่วนผู้ใช้ AI ระดับสูง หรือที่เรียกว่า “Frontier Professional” สูงถึง 32% ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึงสองเท่า สิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ แต่สะท้อนถึงความพร้อมทั้งในด้านทักษะ การเปิดรับเทคโนโลยี และทิศทางขององค์กรที่เริ่มให้ความสำคัญกับ AI อย่างจริงจัง

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ “วิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กร” โดยกว่า 51% ของคนทำงานไทยเชื่อว่าผู้นำของตนมีทิศทางด้าน AI ที่ชัดเจน ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมีนัยสำคัญ สิ่งนี้ส่งผลโดยตรงต่อการขับเคลื่อนองค์กร เพราะเมื่อผู้นำมองเห็นโอกาสและกล้าลงทุน การนำ AI มาใช้งานจริงก็จะเกิดขึ้นได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในแง่ของการใช้งานจริง AI ในประเทศไทยไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่งานอัตโนมัติทั่วไป แต่ถูกนำมาใช้ในงานที่ต้องใช้ “ความคิด” มากขึ้น โดย 49% ของการใช้งานเกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ข้อมูล การแก้ปัญหา การประเมินสถานการณ์ และการสร้างสรรค์ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญจากการใช้ AI เป็นเพียงเครื่องมือช่วยงาน ไปสู่การเป็น “ผู้ช่วยเชิงกลยุทธ์”

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ชัดเจนอย่างยิ่ง โดย 75% ของผู้ใช้ AI ในไทยระบุว่าสามารถสร้างผลงานที่เมื่อหนึ่งปีก่อนยังไม่สามารถทำได้ และในกลุ่มผู้ใช้ระดับสูง ตัวเลขนี้พุ่งไปถึง 86% สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้แค่เพิ่มความเร็วในการทำงาน แต่ยัง “ขยายขีดความสามารถ” ของมนุษย์ให้ก้าวไปไกลกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ก็มาพร้อมกับความท้าทาย ทักษะที่คนทำงานไทยมองว่าสำคัญที่สุดในยุค AI ไม่ใช่การเขียนโค้ดหรือใช้งานเครื่องมือขั้นสูง แต่กลับเป็น “การตรวจสอบและควบคุมคุณภาพของงานจาก AI” และ “การคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล” ซึ่งสะท้อนว่า บทบาทของมนุษย์กำลังเปลี่ยนจาก “ผู้ลงมือทำ” ไปสู่ “ผู้ควบคุมและตัดสินใจ”

ในอีกด้านหนึ่ง ความรู้สึกของคนทำงานก็สะท้อนแรงกดดันของยุคสมัยได้อย่างชัดเจน โดย 85% ของผู้ใช้ AI ในไทยยอมรับว่ากังวลว่าจะ “ตกขบวน” หากไม่ปรับตัว ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างมาก ขณะเดียวกัน ผู้ใช้กว่า 60% ยังมองว่า AI เป็นเครื่องมือสำหรับ “เพิ่มประสิทธิภาพงานเดิม” มากกว่าการสร้างรูปแบบการทำงานใหม่ แสดงให้เห็นว่าแม้การใช้งานจะเพิ่มขึ้น แต่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น

สิ่งที่น่าสนใจคือ วัฒนธรรมองค์กรในประเทศไทยเริ่มเปิดกว้างต่อการทดลองมากขึ้น โดย 32% ของคนทำงานระบุว่าได้รับการสนับสนุน แม้การนำ AI มาใช้จะยังไม่ประสบความสำเร็จเต็มที่ ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยโลกกว่าเท่าตัว ปัจจัยนี้ถือเป็น “ตัวเร่งสำคัญ” ที่ทำให้องค์กรไทยสามารถเรียนรู้และปรับตัวได้เร็ว

ในภาคธุรกิจ การนำ AI มาใช้งานเริ่มเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาคการเงินที่ใช้ AI เป็นผู้ช่วยลูกค้าแบบอัตโนมัติผ่านเสียงและข้อความ ช่วยให้การทำธุรกรรมสะดวกและเป็นธรรมชาติมากขึ้น หรือธุรกิจสินเชื่อที่ใช้ AI ตรวจสอบการสนทนากับลูกค้าได้ครบ 100% จากเดิมที่สุ่มตรวจได้เพียงบางส่วน ช่วยเพิ่มความโปร่งใสและลดความเสี่ยง

ในภาคอุตสาหกรรมพลังงาน AI ถูกนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อคาดการณ์และวางแผนการซ่อมบำรุงล่วงหน้า ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนการบำรุงรักษาได้อย่างมีนัยสำคัญ ตัวอย่างเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า AI ไม่ได้เป็นเพียงแนวคิดเชิงนวัตกรรม แต่เป็น “เครื่องมือทางธุรกิจ” ที่สร้างผลลัพธ์ได้จริง

นอกจากนี้ การลงทุนด้าน AI และโครงสร้างพื้นฐานคลาวด์มูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2569–2571 ยังเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสำคัญที่ตอกย้ำว่า ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่ยุค AI อย่างจริงจัง ทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ

โดยสรุป การเติบโตของการใช้งาน AI ในประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขที่น่าประทับใจ แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในโลกการทำงานและธุรกิจอย่างแท้จริง ในอนาคตอันใกล้ องค์กรที่สามารถผสาน AI เข้ากับกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในการแข่งขัน ขณะที่คนทำงานที่สามารถปรับตัวและพัฒนาทักษะให้สอดคล้องกับยุค AI ก็จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศต่อไป

AI จึงไม่ใช่เพียง “เครื่องมือ” แต่คือ “โอกาส” ที่กำลังเปิดกว้าง และประเทศไทยกำลังอยู่ในจังหวะสำคัญของการคว้าโอกาสนั้น

ผู้เขียน: ก้องปพัฒน์ กำจรจรุงวิทย์

RECOMMEND