Manufacturing DX

KAIZEN

AI Technology

Innovation

Digital

Smart Factory

Software for Business

Others

09.01.2026

สู่ยอดขายและกำไรจากการดำเนินงานที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์

สู่ยอดขายและกำไรจากการดำเนินงานที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์

■บริษัทของเราเป็นบริษัทด้านวิศวกรรมที่ดูแลการบริหารจัดการทรัพยากรองค์กรแบบครบวงจร และนับตั้งแต่เปิดดำเนินงานอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2542 จนถึงปัจจุบันก็เกินกว่า 25 ปีแล้ว นอกจากนี้ บริษัทของเรายังเป็นพันธมิตรรายแรกของ SAP ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร(ERP) ขนาดใหญ่จากประเทศเยอรมนีอีกด้วย

แพ็กเกจซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นโดยบริษัทของเราอย่าง “mcframe” ได้เปิดตัวสู่ตลาดครั้งแรกในปี พ.ศ. 2539 เพื่อตอบรับความต้องการด้านระบบที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละองค์กรในยุคนั้น โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต ที่ต้องการเครื่องมือที่ง่ายต่อการใช้งานและรองรับต่อการปรับแต่งให้สอดคล้องกับกระบวนการ ทำให้ mcframe ของเราได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั้งจากพาร์ทเนอร์และผู้ใช้งานจำนวนมากในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้าน IT เพื่อการผลิต (IT for manufacturing) ที่ช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมในการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานอย่างต่อเนื่อง

เมื่อ 6 ปีก่อน บริษัทได้เปลี่ยนชื่อจาก Toyo Business Engineering Co., Ltd. มาเป็นชื่อปัจจุบัน จากจุดเริ่มต้นของธุรกิจขนาดเล็กที่ประกอบด้วยบริการด้าน SAP และซอฟต์แวร์ mcframe บริษัทได้ขยายขนาดและยกระดับบริการจนพัฒนาเป็น สามเสาหลักของธุรกิจในปัจจุบัน ได้แก่
1. ธุรกิจโซลูชัน (Solution Business) ซึ่งให้บริการในฐานะ System Integrator (SI) โดยใช้ผลิตภัณฑ์ของพันธมิตรให้บริการ อย่างเช่น SAP ซึ่งเป็นพันธมิตรหลัก
2. ธุรกิจผลิตภัณฑ์ (Product Business)
มุ่งเน้นการจำหน่ายและติดตั้งผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์ที่บริษัทพัฒนาขึ้นเอง โดยมี mcframe เป็นผลิตภัณฑ์สำคัญ
3. ธุรกิจ System Support (Support & Maintenance Business)
ให้บริการสนับสนุนหลังการติดตั้ง และการบำรุงรักษาระบบ

ในต่างประเทศ บริษัทมุ่งเน้นการขยายธุรกิจด้าน ผลิตภัณฑ์ (Product Business) เป็นหลัก และเมื่อเทียบกับบริษัท IT รายอื่นที่มีขนาดและประเภทธุรกิจใกล้เคียงกัน บริษัทถือว่าเป็นหนึ่งในผู้ที่ ขยายสู่ตลาดต่างประเทศได้อย่างรวดเร็ว บริษัทได้จัดตั้งนิติบุคคลในแต่ละประเทศเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเริ่มจาก เริ่มจากประเทศไทยในปีพ.ศ. 2550 ต่อมาในประเทศจีน พ.ศ. 2553 จากนั้นขยายสู่ประเทศอินโดนีเซียและสิงคโปร์ พ.ศ. 2558 และในปี พ.ศ. 2560 บริษัทได้เข้าสู่สหรัฐอเมริกา

ในช่วงเวลาดังกล่าว บริษัทได้เร่งเสริมสร้างโครงสร้างทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้จำนวนพนักงานภายในกลุ่มบริษัททั้งหมดเพิ่มจากเดิม 100 คน จนขยายเป็นมากกว่า 800 คน ในปัจจุบัน ส่งผลให้ยอดขายเติบโตอย่างมั่นคงตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยในปี พ.ศ. 2568 บริษัทคาดว่าจะมียอดขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 22,000 ล้านเยน ซึ่งเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงต้นทศวรรษ 2010

นอกจากยอดขายแล้ว กำไรจากการดำเนินงานก็คาดว่าจะสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน เนื่องจากสัดส่วนของธุรกิจผลิตภัณฑ์เพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้อัตราการเติบโตของกำไรสูงกว่าอัตราการเติบโตของยอดขาย สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต สิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญสูงสุดคือการ ป้องกันไม่ให้กระบวนการผลิตหยุดชะงัก ดังนั้น ระบบพื้นฐาน (Core Systems) จึงมีบทบาทเชื่อมโยงกับ ความมั่นคงของโครงสร้างการบริหารระยะยาว จนถึงพ.ศ. 2573 ซึ่งประกาศไว้ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงและในปีพ.ศ. 2568 บริษัทได้ยืนยันวิสัยทัศน์ว่าจะเดินหน้าลงทุนอย่างแข็งขันเพื่อรองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

■การขยายตัวของตลาด ERP
ธุรกิจ ERP เคยถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่มีการเติบโตต่ำ โดยเฉพาะในช่วง วิกฤตการเงินโลก พ.ศ. 2551 (Lehman Shock) ที่องค์กรทั่วโลกต้องเร่งลดต้นทุนและตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นเพื่อประคับประคองกิจการไม่ให้ทรุดลงกว่าเดิม การลงทุนด้านระบบ ERP จึงกลายเป็นหนึ่งในงบประมาณแรก ๆ ที่ถูกชะลอหรือยกเลิก ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับทำให้การลงทุนในตลาดซัพพลายเชนถูกละเลยเป็นเวลานาน และยังคงอยู่ในสภาพของพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยมาโดยตลอด แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มียอดขายระดับ 10,000 ล้านเยน ก็ยังมีจำนวนไม่น้อยที่ยังคงใช้ระบบเก่าที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการในยุคปัจจุบัน

ท่ามกลางสถานการณ์นี้ จุดเปลี่ยนสำคัญก็เริ่มปรากฏขึ้นในภาคการผลิต หน้างานเริ่มตระหนักขึ้นว่าระบบเก่าก่อให้เกิดผลเสียต่อกิจกรรมการผลิตอย่างไร และทำให้ทุกคนค่อย ๆ กลับมามองเห็นความจำเป็นของซอฟต์แวร์รวมการดำเนินงานอีกครั้ง ต่อมาเมื่อเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ยิ่งทำให้เห็นชัดเจนขึ้นทำให้หลายองค์กรไม่สามารถชะลอการปรับปรุงระบบได้อีกต่อไป

การแพร่ระบาดของโควิด-19 ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกิจกรรมของบริษัทในทุกด้าน โดยเฉพาะในภาคการผลิต โรงงานต้องจำกัดการสัมผัสระหว่างพนักงานอย่างเข้มงวด อีกทั้ง เมื่อสายการบินระงับเที่ยวบิน ก็ทำให้ไม่สามารถเดินทางไปยังฐานการผลิตในต่างประเทศได้ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้องค์กรต่าง ๆ เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านดิจิทัล ซึ่งสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องพบปะหรือสัมผัสกันโดยตรง ส่งผลให้ความต้องการด้านเทคโนโลยีเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ด้วยเหตุนี้ ERP จึงเริ่มขยายตัวอย่างก้าวกระโดด เดิมทีอัตราการเติบโตของตลาดอย่างมากมีเพียงปีละประมาณ 2–3% เท่านั้น แต่ในปีพ.ศ. 2565 ได้ปรับตัวสูงขึ้นจนแตะ 9.5% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และยังคงเติบโตในระดับสูงที่ช่วง 8–9% อย่างต่อเนื่อง (จากการวิจัยของ Yano Research Institute) กว่าครึ่งของบริษัทขนาดใหญ่ที่มียอดขายระดับ 10,000 ล้านเยน กำลังเผชิญปัญหาจากระบบเดิมที่ล้าสมัยซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินงาน ทำให้องค์กรเหล่านี้เริ่มหันมาพิจารณาการปรับปรุงและพัฒนาระบบใหม่อย่างจริงจัง

ตลาด mcframe ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์แพ็กเกจที่บริษัทพัฒนาเองก็มีแนวโน้มการเติบโตแบบเดียวกัน โดยในปีพ.ศ. 2564 มีอัตราการเติบโต 18.2% และในปีพ.ศ. 2567 ก็เติบโตเพิ่มขึ้นเป็น 19.1% แสดงให้เห็นว่าตลาดยังคงมีความคึกคักและเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่อยู่ในทิศทางลมส่งอย่างแท้จริง ยอดขายลิขสิทธิ์โซลูชันด้านการผลิตและการจัดการด้านโลจิสติกส์ ณ สิ้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568 ทำให้บริษัทของเราเติบโตอย่างรวดเร็วจนได้ก้าวขึ้นมามีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 2 รองจาก SAP ซึ่งยังคงเป็นผู้นำตลาดอันดับ 1 อยู่ในปัจจุบัน การเติบโตนี้ทำให้จำนวนลูกค้าสะสมของ mcframe เพิ่มขึ้นจนถึง 1,066 บริษัท โดยเฉพาะในต่างประเทศ ซึ่งมีจำนวนลูกค้าถึง 246 บริษัทกระจายอยู่ใน 15 ประเทศและภูมิภาค (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568)

■mcframe ในปัจจุบัน
mcframe เริ่มต้นจากระบบจัดการการผลิตและการควบคุมสต็อก แต่ในปัจจุบันได้ขยายไปสู่รูปแบบและการใช้งานที่หลากหลายขึ้นอย่างมาก ตั้งแต่การจัดการซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมการผลิต จนถึงปัจจุบันที่มีการใช้งานครอบคลุมในหลายด้าน เช่น mcframe PLM ซึ่งเป็นระบบเชื่อมโยงข้อมูลด้านการออกแบบในส่วนงานที่เกี่ยวเนื่อง mcframe IoT ระบบเก็บข้อมูลการเดินงานผลิต ไปจนถึง mcframe GA สำหรับนิติบุคคลท้องถิ่นในต่างประเทศ บริษัทมีไลน์อัพผลิตภัณฑ์ที่สามารถรองรับได้ทั้งระบบ On-Premise ที่ติดตั้งเซิร์ฟเวอร์และระบบต่าง ๆ ไว้ภายในองค์กร หรือกระทั่งระบบ SaaS ที่ใช้งานบนคลาวด์ สามารถเลือกให้เหมาะสมกับลักษณะเฉพาะของแต่ละฐานการผลิตได้ ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานใหญ่ในญี่ปุ่นหรือโรงงานในต่างประเทศ

ต่อไป ผมจะขอแนะนำผลลัพธ์การนำไปใช้งานด้าน “การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการลดต้นทุน” ที่สามารถวัดผลได้อย่างชัดเจนจากการใช้งานโซลูชันของบริษัทเพื่อให้ทุกคนเห็นภาพกันชัดขึ้นนะครับ ตัวอย่างแรกคือ mcframe IoT ซึ่งทำหน้าที่รวบรวม วิเคราะห์ และจัดการข้อมูลการเดินการผลิต เช่น ไลน์การผลิต ฯลฯ ตั้งแต่เริ่มวางจำหน่ายในปีพ.ศ. 2559 มีบริษัทมากกว่า 100 แห่งจาก 10 ประเทศทั่วโลกนำไปใช้งานจริงในหน้างาน โดยมีกรณีศึกษาจำนวนมากในโรงงานในต่างประเทศ โดยเมื่อนำไปใช้งานแล้วช่วยลดเวลาที่ใช้ในการตรวจสอบสถานะการทำงานของไลน์การผลิตจากเดิม 480 นาที ให้เหลือเพียง 10 นาที อีกทั้ง ยังมีรายงานว่าช่วยลดเวลาในการประชุมประจำวันได้ถึง 2 ใน 3

mcframe GA / GLASIAOUS ซึ่งเป็นแพ็กเกจระบบบัญชีและ ERP บนคลาวด์สำหรับนิติบุคคลท้องถิ่นในต่างประเทศ ใช้สำหรับการผลิต การจำหน่าย และการจัดการต้นทุนในหน้างาน ปัจจุบันมีผลงานการติดตั้งรวมกว่า 1,500 บริษัทใน 33 ประเทศและภูมิภาค (ข้อมูล ณ สิ้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2568) โดยมีจุดเด่นคือการมุ่งเน้นสร้างฐานความแข็งแกร่งในภูมิภาคเอเชีย ระบบนี้ช่วยรวมข้อมูลจากฐานการผลิตแต่ละประเทศทั่วโลกเข้าด้วยกัน ทำให้บริษัทสามารถบริหารจัดการสถานะธุรกิจของทั้งเครือบริษัทได้จากศูนย์กลาง และเนื่องจากเป็นระบบที่มีการบัญชีเป็นรากฐาน จึงได้ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมนอกเหนือจากภาคการผลิตเพิ่มมากขึ้นด้วยเช่นกัน ปัจจุบันกว่า 40% ของผู้ใช้งานเป็นบริษัทในอุตสาหกรรมการค้าและโลจิสติกส์

mcframe 7 แพ็กเกจ Supply Chain Management ที่พัฒนาขึ้นด้วยมุมมองด้านอุตสาหกรรมการผลิตสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ที่จำเป็นต้องมี “ข้อมูลที่ต้องการในทันที” โดยนอกจากนำเข้ามาใช้เพื่อรวมการผลิต การจำหน่าย และการจัดการต้นทุนเข้าด้วยกันแล้ว ยังมุ่งเน้นไปที่การเชื่อมโยงเข้ากับระบบที่มีอยู่แต่เดิม เป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับองค์กรที่ต้องการใช้งานในรูปแบบ On-Premise เป็นหลัก ในอีกด้านหนึ่ง mcframe X ซึ่งเป็น ERP แบบคลาวด์ ได้รับการพัฒนาให้ติดตั้งใช้งาน ดูแลรักษา และจัดการระบบได้อย่างง่ายดาย พร้อมทั้งเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับแต่งให้ตอบโจทย์ของแต่ละองค์กรมากขึ้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีบริษัทที่ตัดสินใจเลือกใช้ mcframe 7 หรือ mcframe X โดยพิจารณาจากลักษณะสถานการณ์ขององค์กรและความต้องการ (Needs) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแนวโน้มดังกล่าวเห็นได้ชัดเป็นพิเศษในต่างประเทศ

mcframe 7 CFP ซึ่งสนับสนุนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน เป็นระบบที่ขาดไม่ได้สำหรับการยกระดับคุณค่าซึ่งจำเป็นต่อผลิตภัณฑ์ที่จะออกมาในอนาคต ระบบนี้สามารถจำลองปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในแต่ละขั้นตอนการผลิตในระดับต่อหน่วยผลิตภัณฑ์ได้ ยุคสมัยที่ผลิตสินค้าโดยมุ่งเน้นเฉพาะฟังก์ชันและคุณภาพเป็นหลักนั้นได้กลายเป็นอดีตไปแล้ว ปัจจุบันองค์กรจำเป็นต้องมุ่งมั่นผลิตสินค้าที่ราคาถูกขึ้น รวดเร็วขึ้น และสร้างภาระต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง

■การใช้ประโยชน์จาก AI และซีรีส์ mcframe ต่อจากนี้
ความต้องการ (Needs) ของลูกค้าที่ต้องการนำ Generative AI (ปัญญาประดิษฐ์) มาใช้งานสูงมากขึ้น ไม่เพียงแต่บริษัทขนาดเล็กหรือสตาร์ทอัพ ปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่ก็มีความต้องการ “นำทักษะและเทคโนโลยี AI ใหม่ล่าสุดมาใช้งาน” เช่นกัน อย่างแรกคือการนำไปตอบสนองต่อ QA เช่น ข้อซักถามเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ โดยที่เริ่มมีการยกเลิกการจัดตั้งช่องทางติดต่อสอบถามที่เคยมีมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งให้พนักงานตอบเป็นรายบุคคล หรือระบบผู้รับผิดชอบที่กำหนดไว้ต่อลูกค้ารายใหญ่แต่ละราย บริษัทของเราเองก็เริ่มนำ AI มาใช้งานตั้งแต่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีพ.ศ. 2567 โดยในช่วงแรก อัตราการตอบคำถามด้วย AI อยู่ที่ราว 45% แต่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นจนเกือบถึง 70%

เมื่อผู้ใช้งานต้องถามคำถามเดิมกับพนักงานผู้รับผิดชอบช่องทางติดต่อสื่อสารซ้ำหลายครั้ง ก็จะเกิดความรู้สึกลำบากใจ อีกทั้งในหลายกรณี การให้บุคลากรมาสนับสนุนเกินขอบเขตเมื่อผู้ใช้งานต้องการความช่วยเหลือมักมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ส่งผลให้องค์กรที่นำไปใช้งานต้องรับภาระค่าใช้จ่ายด้านการซัพพอร์ตเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ จึงคาดว่าจะมีการนำฐานข้อมูลความรู้ (Knowledge Base) มาใช้ร่วมกับ AI เพิ่มมากขึ้นต่อจากนี้

Vision Copilot AI-OCR ในระบบ GLASIAOUS ที่เพิ่งเปิดตัวในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพดียิ่ง ในหน้างานบัญชี เช่น การจัดการเอกสารต่าง ๆ ที่ผ่านมา ต้องทำการแปลงภาษาด้วย OCR แยกตามภาษาที่ใช้งานก่อนนำไปใช้ เช่น ภาษาไทยหรือภาษาอินโดนีเซีย ฯลฯ ทำให้บริษัทมีภาระต้องลงทุนในระบบหรืออุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการทำงาน แต่หากใช้ผลิตภัณฑ์นี้ AI จะแปลงให้เป็นภาษาอื่นโดยอัตโนมัติ รวมถึงการรวมข้อมูลรายชื่อซ้ำให้เป็นรายการเดียว และตรวจสอบยอดคงเหลือได้ ทำให้งานที่พนักงานต้องลงมือปฏิบัติเองลดเหลือเพียงการอัปโหลดเอกสารและตรวจสอบยอดคงเหลือเท่านั้น

ฟังก์ชัน AI Agent ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การบัญชีเท่านั้น ในอุตสาหกรรมการผลิตมีหน้างานที่มีความหลากหลายมาก กล่าวได้ว่าขอบเขตการใช้งานของ AI แทบจะไม่มีที่สิ้นสุด และในอนาคตก็มีแนวโน้มสูงว่าจะถูกนำไปใช้ในด้านซัพพลายเชนด้วยเช่นกัน พลังของ AI ผ่านอัลกอริทึมการเรียนรู้ของเครื่องจักร (Machine Learning) กำลังทำให้ภาคอุตสาหกรรมก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ระดับปฏิวัติ

สิ่งที่คอยช่วยสนับสนุนผลิตภัณฑ์ซีรีส์ mcframe ของบริษัทเราผ่านความร่วมมือระหว่างผู้ใช้งานก็คือ “MCUG (mcframe Users Group)” เครือข่ายผู้ใช้งานที่จัดตั้งขึ้นโดยบริษัทต่าง ๆ ที่นำระบบไปใช้งานจริง ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 มีจำนวนองค์กรที่เป็นสมาชิกรวม 254 บริษัท โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนข้อมูลและการศึกษาค้นคว้า เพื่อให้สามารถใช้งาน mcframe และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก และยังมีคณะผู้ใช้งานในแต่ละประเทศทั้งในประเทศไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น สัมมนา เวิร์กช็อป แลกเปลี่ยนความเห็นในหัวข้อต่าง ๆ รวมถึงประเด็นด้านบุคลากรและความปลอดภัยในหน้างานอีกด้วย

RECOMMEND