Manufacturing DX

KAIZEN

AI Technology

Innovation

Digital

Smart Factory

Software for Business

Others

09.01.2026

พวกเราทำให้การเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของลูกค้าเป็นจริงได้ด้วยการลงมือปฏิบัติ

■จากประสบการณ์หน้างานมากกว่า 20 ปี สู่การสร้างรากฐานให้กับอนาคต

หลังจากผมเข้าทำงานกับบริษัท Toyo Business Engineering (ปัจจุบันคือ Business Engineering Corporation) ในพ.ศ. 2546 ผมได้รับมอบหมายในเรื่องการนำระบบเข้ามาติดตั้งใช้งานในอุตสาหกรรมการผลิตมาโดยตลอด ผมได้มีโอกาสให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการนำระบบต่าง ๆ เข้าสู่การใช้งานจริง ไม่ว่าจะเป็นซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการทรัพยากรองค์กร(ERP) และระบบปฏิบัติการผลิต (MES=Manufacturing Execution System) รวมถึงทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้จัดการและบทบาทอื่น ๆ มีประสบการณ์หน้างานรวมทั้งหมดกว่า 20 ปี ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมมีความมั่นใจว่าเป็นคนหนึ่งที่เข้าใจความต้องการของลูกค้าได้ดีมากกว่าใคร

ตลอดเส้นทางการทำงาน ผมได้มีโอกาสร่วมงานกับอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม ยานยนต์และไฟฟ้า รวมถึงเคมี เวชภัณฑ์ เครื่องจักรที่ต้องการความแม่นยำสูง อุปกรณ์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ นอกจากนี้ผมยังมีประสบการณ์ในการนำระบบไปใช้งานในต่างประเทศมากมาย โดยได้เข้าร่วมโครงการกว่า 10 โครงการ ทั้งในประเทศไทย จีน ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย อเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเยอรมนี นอกจากซอฟต์แวร์ “mcframe” ที่บริษัทเราได้พัฒนาขึ้นแล้ว ผมยังมีประสบการณ์ในการนำ โซลูชันจากผู้ให้บริการรายอื่น มาติดตั้งใช้งานในโครงการต่าง ๆ อีกด้วย

■รวมในประเทศไทยกว่า 300 บริษัท: ประวัติการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่พิสูจน์ได้ด้วยผลงาน

ผมเข้ารับตำแหน่ง General Manager ของ Toyo Business Engineering (Thailand) Co., Ltd. ซึ่งเป็นนิติบุคคลในประเทศไทยในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2567 ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่ง เพราะตรงกับวาระครบรอบ 20 ปีที่ก่อตั้งบริษัทในตลาดประเทศไทย เราได้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ของบริษัททั้ง mcframe 7 mcframe X mcframe GA/GLASIAOUS และ mcframe IoT รวมถึง Solution ของบริษัท WingArc1st และ Paperless Solution ของบริษัท CIMTOPS (i-Reporter) หรือระบบจัดการตารางการผลิต FLEXSCHE ของบริษัท FLEXSCHE และผลิตภัณฑ์ของบริษัทอื่นอย่างกว้างขวาง ผมตระหนักว่าหน้าที่ของพวกเราคือการนำเสนอระบบที่เหมาะสมที่สุดให้กับลูกค้าจากผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย

บริษัทในช่วงก่อนปรับโครงสร้างได้เริ่มทำธุรกิจในประเทศไทยเมื่อพ.ศ. 2546 ธุรกิจหลักคือการจัดจำหน่ายระบบ ERP สำหรับบริษัทญี่ปุ่นที่ขยายกิจการในต่างประเทศ (ภายหลังคือ mcframe GA และ GLASIAOUS) ต่อมา เมื่อบริษัทของเราก่อตั้งนิติบุคคลในประเทศไทยเมื่อพ.ศ. 2550 ก็ได้เริ่มผลักดันการนำผลิตภัณฑ์ซีรีส์ mcframe ออกสู่ตลาดอย่างจริงจัง และในปีพ.ศ. 2559 ได้เปิดตัวซีรีส์ mcframe GA พร้อมทั้งเสริมความแข็งแกร่งในด้านการจำหน่าย mcframe IoT และในปี พ.ศ. 2561 บริษัทได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนประเทศไทย (BOI) ด้วยเหตุนี้ จำนวนลูกค้าที่เราสั่งสมมาจึงมีมากกว่า 300 บริษัท ซึ่งตัวเลขนี้ไม่ใช่เพียงจำนวนเชิงสถิติ หากแต่เป็นหลักฐานที่สะท้อนถึงเส้นทางการเติบโตและประสบการณ์การทำงานร่วมกับธุรกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม โดยบริษัทได้ก้าวเดินเคียงข้างและมีส่วนสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง

■จุดแข็งของบริษัทในไทย: 4 เสาหลักที่ทำให้การนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาใช้ไปถึงจุดที่ประสบความสำเร็จ

จุดแข็งของบริษัทในไทยสามารถสรุปได้เป็น 4 ข้อ
ข้อแรก คือ “ประสบการณ์อันยาวนาน”
เราดำเนินกิจการในประเทศไทยกว่า 20 ปี พร้อมสั่งสมองค์ความรู้และประสบการณ์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีความแข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าบริษัทชั้นนำรายอื่นในอุตสาหกรรม ประสบการณ์จากการทำงานจริงในหน้างานจำนวนมาก ช่วยให้เราสามารถตอบสนองต่อความต้องการและแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้อย่างเหมาะสม รวดเร็ว และรอบคอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการสนับสนุนให้ลูกค้าปรับเปลี่ยนจากระบบเดิม และผสานเทคโนโลยี IT และโซลูชันใหม่ ๆ เข้ากับกระบวนการทำงานในหน้างานได้อย่างมีประสิทธิภาพและลงตัว

ข้อที่สอง คือ “ทักษะระดับสูง”
วิศวกรของเราทุกคนมีความเข้าใจในระบบงานอย่างลึกซึ้งและมีประสบการณ์ในการสร้างผลงานให้กับองค์กรในหลากหลายอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง ทั้งยังให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับด้านระบบการพัฒนาบุคลากรภายในองค์กร นอกจากนี้ ยังให้การสนับสนุนการฝึกอบรมบุคลากรที่ลูกค้าจัดขึ้นภายในบริษัทของลูกค้าเองอีกด้วย เรามีความมั่นใจในการนำเทคโนโลยีที่กำลังก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องอาทิ AI และ IoT มาประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจของลูกค้าอย่างยั่งยืน

ข้อที่สาม คือ “การประสานงานกับสำนักงานใหญ่ในประเทศญี่ปุ่น”
แม้ว่าบริษัทจะเป็นนิติบุคคลที่จดทะเบียนและดำเนินธุรกิจในประเทศไทย แต่เรามีการประสานงานและทำงานร่วมกับสำนักงานใหญ่ในประเทศญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง จึงสามารถสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้าได้ในทุกขั้นตอนของการดำเนินงาน
ในกรณีที่เกิดสถานการณ์ซึ่งบริษัทในประเทศไทยไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง ทีมวิศวกรระดับสูงจากประเทศญี่ปุ่นจะเข้ามาดำเนินการแก้ไขโดยทันที สิ่งนี้ทำให้เราสามารถนำเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานระดับสากลมาใช้แก้ไขปัญหาเฉพาะของประเทศไทยได้อย่าง “รวดเร็ว”

และสุดท้ายคือ “การปรับให้เข้ากับบริบทท้องถิ่นอย่างเต็มที่”
ผู้ที่ใช้งานอุปกรณ์ในหน้างานการผลิตจริง ๆ คือผู้จัดการหรือวิศวกรท้องถิ่น ระบบจะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพต่อเมื่อผู้ใช้งานเหล่านี้สามารถใช้งานได้อย่างสะดวก เป็นอิสระ และสอดคล้องกับการทำงานจริง ด้วยเหตุนี้ บริษัทจึงได้พัฒนาและเตรียมเทมเพลตเฉพาะสำหรับแต่ละประเทศเพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าอีกด้วย แม้แต่เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดอย่าง AI ก็สามารถนำมาเป็นเครื่องมือที่ “ใช้งานได้จริง” สำหรับผู้ปฏิบัติงานในหน้างานจริง หากนำเสนอโดยให้ความสำคัญกับการปรับให้เข้ากับท้องถิ่นอย่างเต็มที่

■การก่อตั้ง MCUG ไทย: แพลตฟอร์มแห่งการร่วมสร้างสรรค์ที่ก้าวเดินไปพร้อมกับลูกค้า

ในประเทศญี่ปุ่นได้มีการก่อตั้ง “กลุ่มผู้ใช้งาน mcframe” (MCUG) สำหรับองค์กรที่นำระบบ mcframe ไปใช้งาน และในปี พ.ศ. 2555 ได้มีการจัดตั้งสาขาในประเทศไทยภายใต้ชื่อ “MCUG ไทย” ปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมทั้งหมด 14 บริษัท ภายในกลุ่มมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและศึกษาร่วมกันเกี่ยวกับ “ประเด็นเฉพาะในประเทศไทย” อาทิเช่น มาตรฐานบัญชีไทย ปัญหาทรัพยากรบุคคล รวมถึงการใช้งาน mcframe ให้เกิดประสิทธิภาพ ฯลฯ ซึ่งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกันระหว่างผู้ใช้งาน ทำให้สามารถ “แบ่งปันองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีและการทำงานในหน้างาน” ข้ามขอบเขตของแต่ละองค์กร และมีส่วนช่วยยกระดับความพร้อมด้านดิจิทัลของอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศไทยโดยรวม นอกจากนี้ด้วยเสียงสะท้อนจากหน้างานที่ได้รับผ่านคอมมูนิตี้ในลักษณะนี้ ยังถูกนำไปใช้เป็นฟีดแบ็กในการพัฒนา mcframe รุ่นถัดไป และใช้กับการวางกลยุทธ์การนำ AI มาใช้งานอีกด้วย

■ความภาคภูมิใจของพวกเรา: การร่วมสร้างอนาคตไปกับลูกค้า

พวกเรามุ่งหวังที่จะเป็นผู้พันธมิตรที่เดินเคียงข้างลูกค้า และให้ความสำคัญกับการอยู่ใกล้ชิดกับลูกค้าเป็นอันดับแรก แนวคิดดังกล่าวทำให้เราตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาตนเอง รวมถึงการปรับเปลี่ยนองค์กร เราเผชิญกับปัญหาและความท้าทายด้วยมุมมองเดียวกันกับลูกค้า ที่กำลังพยายามก้าวไปข้างหน้าอย่างเต็มที่ และทุ่มเทพลังความมุ่งมั่นในระดับเดียวกันเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย นอกจากนี้เรายังทุ่มเทในการสร้างระบบและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อให้ลูกค้าสามารถมุ่งเน้นไปที่งานหลักของธุรกิจ ซึ่งเป็นงานที่สร้างคุณค่าและความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้พวกเราไม่ลังเลที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับประเทศไทยซึ่งสั่งสมจากประสบการณ์การทำงานในหน้างานมากกว่า 20 ปี พร้อมทั้งเดินหน้าพัฒนา mcframe ให้มีความน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น รวมถึงปรับเปลี่ยนเทคโนโลยี และพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการสร้างความร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ที่หน้างานอย่างใกล้ชิด แม้ว่าการลงทุนในระบบอาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งเมื่อมองจากภาพรวมของธุรกิจ แต่ถือเป็นหนึ่งในการลงทุนที่สำคัญที่สุดสำหรับ “การเติบโตในอนาคต” และ “การเพิ่มขีดความสามารถของบุคลากร” ไม่ว่าจะเป็นวันนี้หรือวันพรุ่งนี้ การก้าวไปพร้อมกับลูกค้า คือความภาคภูมิใจและหลักยึดมั่นของพวกเรา

RECOMMEND