Innovation

Others

08.04.2026

เทคโนโลยี ที่ประสานกับมนุษย์ เพื่อป้องกันไฟป่า

เข้าเมษายน หน้าร้อนและแล้ง มักมีข่าวไฟป่าเข้ามาเสมอ โดยเฉพาะทางภาคเหนือของไทย สาเหตุไฟป่ามีหลากหลาย อาทิ ชาวบ้านตั้งใจเผาหย่อมเล็ก ๆ เพื่อหาเห็ด แต่กลับลามใหญ่โต, อากาศแห้งต้นไม้เสียดสีจนเกิดเป็นเพลิง และไฟป่า, เกิดจากความไม่ตั้งใจของชาวบ้าน เช่น สูบบุหรี่แล้วโยนก้นที่ยังไม่ดับลงบนพื้นหญ้าแห้ง ฯลฯ โดยธรรมชาติในป่าผลัดใบ ไฟป่ามีประโยชน์ในเชิงนิเวศวิทยา เพราะช่วยปรับสมดุลป่า เช่น ลดเศษซากพืชแห้งตาย ลดโรคและแมลงศัตรูพืช และช่วยให้หญ้าระบัดแตกยอดอ่อนเป็นอาหารสัตว์ป่า ทั้งนี้แม้ไฟป่ามีประโยชน์ แต่สถานการณ์ปัจจุบันไฟป่าสร้างความเสียหายในมุมกว้าง ทั้งทรัพย์สิน และฝุ่น PM2.5 จึงต้องมีการมาตรการควบคุมและดูแลที่แม่นยำ มีประสิทธิภาพ

การควบคุมไฟป่าในอดีต
อดีตการควบคุมไฟป่าอาศัยความชำนาญของบุคคล คาดคะเนว่าจุดใดบ้างที่มักเกิดเหตุ แล้วไปสร้างแนวกันไฟขึ้น

แนวกันไฟที่ว่านี้ คือ การถางบริเวณโดยรอบจุดเสี่ยงให้โล่ง ปราศจากเชื้อเพลิง อย่างใบไม้ ต้นหญ้าแห้ง ฯลฯ กว้างประมาณ 4 – 10 เมตร เมื่อเกิดไฟป่า ณ จุดเฝ้าระวัง ไฟก็จะไปลามไปบริเวณอื่น เพราะไม่มีเชื้อเพลิงนำทางไป

นอกจากแนวกันไฟ ยังมีการชิงเผา คือ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ หรือบุคลากรที่เกี่ยวข้องเข้าไปเผาป่าก่อนในวงแคบ ๆ เพื่อไม่ให้เกิดไฟป่าใหญ่ตามมา (อย่างที่เกริ่นนำ ไฟป่ามีประโยชน์ต่อนิเวศ) และการปลูกพืชชุ่มน้ำ เพื่อเป็นแนวกันไฟ เป็นต้น

หลักการป้องกันไฟป่า จะเห็นว่าสมดุลมาก แต่สถานการณ์ธรรมชาติในปัจจุบันค่อนข้างมีหลายปัจจัย และเหนือการควบคุม ทั้งสภาวะโลกร้อน และเอลนีโญ / ลานีญา ฉะนั้นแม้ประสบการณ์มนุษย์จะเปี่ยมประสิทธิภาพเพียงไร ก็ย่อมต้องพึ่งเทคโนโลยี

เทคโนโลยีป้องกันไฟป่า
แนวคิดป้องกันไฟป่านั้นสมดุลกับธรรมชาติ แล้วเทคโนโลยีอยู่ตรงไหน?

ปัจจุบันตำแหน่งที่เทคโนโลยียืนอยู่เพื่อช่วยป้องกัน และแก้ปัญหาไฟป่ามีดังนี้
โดรน : ช่วยในกรณีเกิดเหตุ เพื่อรายงานสถานการณ์แบบ Real-time เพื่อวิเครราะห์แก้ปัญหาอย่างตรงจุด ควบคุมไฟป่า และช่วยดับเพลิงในจุดที่นักผจญเพลิงเข้าถึงได้ยาก เป็นต้น

ล่าสุด กรมป่าไม้ ก็ได้ใช้เทคโนโลยีโดรนเพื่อบินสำรวจจุดที่มีความร้อน และกลุ่มควัน ณ ป่าสงวนแห่งชาติป่าแม่พริก จังหวัดลำปาง เพื่อเข้าไปสร้างแนวป้องกัน ไม่ให้ไฟลุกลามได้อย่างมีประสิทธิภาพ

AI : ปัญญาประดิษฐ์อยู่ได้ทุกที่ แม้กระทั่งป่าไม้ เพราะสามารถนำไปผนวกกับระบบเซนเซอร์ตรวจจับความร้อน (IoT) ที่วางในตำแหน่งต่าง ๆ ของป่า เพื่อรายงานโอกาสเกิดไฟป่าได้อย่างแม่นยำ

นอกจากทำนายอนาคตแล้ว การติดตั้งระบบ AI ไว้ ยังสามารถใช้คู่กับเทคโนโลยี FireDome ที่ยิงกระสุนดับเพลิงใส่จุดความร้อน หรือจุดกำเนิดเพลิงได้เองทันที ซึ่งแน่นอนเมื่อดับจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ ย่อมไม่เกิดไฟมโหฬาร

ระบบดาวเทียม อย่าง GISTDA : ตรวจจับจุดความร้อน (Hotspot) แล้วรายงานสถานการณ์เพื่อให้ผู้เกี่ยวข้องประเมินผลเพื่อหาแนวทางแก้ไขต่อไป

ตัวอย่างเทคโนโลยีที่กล่าวมา มีการนำไปป้องกันไฟป่าอย่างหลากหลาย แต่ขอยกตัวอย่าง เทคโนโลยีโดรน ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้พัฒนาให้ผสานกับ AI เพื่อใช้เฝ้าระวังและตรวจจับไฟป่า โดยโดรนจะบินลาดตระเวนในพื้นที่เสี่ยง แล้วเก็บภาพถ่ายทางอากาศ ส่งให้ AI เรียนรู้และจำแนกเหตุการณ์ ส่งผลให้สามารถระบุจุดกำเนิดไฟและควันได้อย่างแม่นยำ พร้อมแจ้งเตือนพิกัดจุดเกิดเหตุผ่านระบบ GPS แบบเรียลไทม์

ท้ายนี้ ไฟป่าไม่ได้สร้างแค่ความเสียหายในบริเวณ แต่ยังสร้างควันพิษ PM2.5 ในวงกว้าง และไฟป่าก็ยังเป็นวิวัฒนาการของธรรมชาติ ฉะนั้นการป้องกันจึงต้องใช้ความเข้าใจ และเทคโนโลยีช่วยจึงจะประสบความสำเร็จ

ความเข้าใจว่า ไฟป่าย่อมต้องเกิดเพราะเป็นธรรมชาติ นั่นก็ถูก แต่หากมนุษย์ไปจุดไฟเผาเองนั่นก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรนัก เนื่องจากการเกิดไฟป่าตามธรรมชาติสามารถคาดการณ์และควบคุมได้ แต่เกิดจากมนุษย์สุดจะคาดเดา ฉะนั้นทั้งมนุษย์และเทคโนโลยีจึงควรเดินควบคู่กัน

———————————————————————————————-

อ้างอิง
https://web.facebook.com/royalforestdepartment/posts/กรมป่าไม้-ใช้เทคโนโลยีโดรนบินสำรวจ-หนุนปฏิบัติการ-ชุดเหยี่ยวไฟ-ควบคุมไฟป่าแม่พริ/1338273521658025/?_rdc=1&_rdr#
https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_10181423

RECOMMEND