เทคโนโลยีเครื่องบินรบพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง แต่ก็เป็นอย่างลับ ๆ เพราะเป็นเรื่องของทหารและความมั่นคงระดับชาติ ฉะนั้นบ่อยครั้งที่เครื่องบินรบออกผงาดบนท้องฟ้าจึงกลายเป็นนวัตกรรมที่ตะลึงทั้งโลก เทคโนโลยีอันเป็นที่จดจำคงต้องยกให้ “สเตลธ์” (Stealth) เครื่องบินล่องหน ที่พัฒนามาตั้งแต่ ค.ศ. 1970 กระทั่งเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี 1988
สเตลธ์ มีหลายรุ่น อาทิ B-2 Spirit และ F-117 เป็นต้น หลักการของมัน คือ ลดการสะท้อนคลื่นเรดาร์ คลื่นความร้อน หรือแสง เพื่อไม่ให้ระบบตรวจจับของฝ่ายตรงข้ามจับสัญญาณได้ เมื่อเรดาร์ตรวจจับไม่ได้ และศัตรูมาพบเข้าก็ต่อเมื่อมันหย่อนระเบิดลงเป้าหมายแล้วนี่เอง จึงเรียกกันว่า เครื่องบินล่องหน ไม่ใช่หายตัวได้แต่อย่างใด โดยในยุคแรกนวัตกรรมใช้การเคลือบสารเคมีบนตัวเครื่องบินเพื่อเลี่ยงการถูกเรดาร์ตรวจจับ
เทคโนโลยีเครื่องบินรบ ไม่พึ่งคนขับ
สเตลธ์ แม้ล่องหนได้ แต่ก็มีประวัติว่าโดนโจมตีตกเช่นกัน หากเครื่องบินตก นั่นย่อมหมายถึงความเสี่ยงของนักบิน ดังนั้นปัจจุบันจึงหันมาใช้เทคโนโลยีเครื่องบินรบไร้คนขับ และที่สำคัญขับเคลื่อนด้วย AI ทำให้ประสิทธิภาพการโจมตีสูงขึ้น ในขณะเดียวกันความเสี่ยงต่อการสูญเสียบุคลากรก็ลดน้อยลงด้วย เพราะนักบินแต่ละคนนั้นต้องใช้ทั้งเวลา และต้นทุนสูงมาก เฉพาะค่าฝึกก็ประมาณ 300 – 400 ล้านบาทต่อคน ทั้งนี้ยังไม่รวมเงินเดือน รวมถึงค่าใช้จ่ายรายชั่วโมงอีกด้วย
ข้อดีของเครื่องบินรบไร้คนขับด้านปฏิบัติภารกิจ คือ ไม่ต้องสนเรื่องแรงจี ที่มนุษย์ปกติจะทนต่อแรงจีสูง ๆ ไม่ได้ นอกจากนี้เมื่อไม่จำเป็นต้องมีห้องนักบิน จึงทำให้ลดน้ำหนักและขนาดลงได้มาก เรียกได้ว่าต่อให้ไม่สวมระบบล่องหนเข้าไป ก็ยังสามารถส่งเครื่องบินรบแบบไร้คนขับจำนวนมากเข้าไปโจมตีเป้าหมายได้ เพราะแม้จะถูกฝั่งตรงข้ามสกัด แต่ถ้ารอดไปได้สักลำ ก็สร้างความเสียหายได้มากเลยทีเดียว
นอกจากใช้โจมตีโดยตรงแล้ว เครื่องบินรบไร้คนขับยังใช้ในภารกิจสนับสนุนเครื่องบินรบที่มีนักบินซึ่งเป็นมนุษย์จริง ๆ ขับได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ป้องกัน และสำรวจ คาดคะเนสถานการณ์ล่วงหน้าให้ได้อย่างแม่นยำ
เมื่อเครื่องบินรบเสริมปีกด้วย AI
ปัจจุบันประเทศมหาอำนาจนำ AI เข้ามาเสริมเครื่องบินรบกันอย่างจริงจัง โดยใช้ทั้งเครื่องบินรบไร้คนขับ และมีคนขับ ได้แก่…
ประเทศจีนนำ DeepSeek AI มาพัฒนาเครื่องบินรบ J-15 และ J-35 เพื่อช่วยสร้างแบบจำลองทางอากาศพลศาสตร์ และเพิ่มประสิทธิภาพในการหลบเรดาร์
ประเทศรัสเซีย พัฒนาโมดูล AI มาแนะนำยุทธวิธีในการใช้อาวุธ เป็นต้น
ส่วนทาง บริษัท Saab และ Helsing ที่คนไทยคุ้นเคยกันดี เพราะเรามีเครื่องบินรบจากบริษัทนี้ใช้ นั่นคือ Gripen เขาได้นำ Centaur AI agent มาทดสอบบนเครื่องบิน Gripen E เพื่อช่วยตัดสินใจใช้อาวุธกับเป้าหมายที่อยู่นอกระยะการมองเห็น ซึ่งผลการทดสอบก็ออกมาดี เป็นที่น่าพอใจ
สรุป
ในอนาคตอันใกล้เทคโนโลยีเครื่องบินไร้คนขับจะยิ่งก้าวประโดดมากขึ้น อันที่จริงทางกองทัพของแต่ละประเทศล้วนซุ่มพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง อย่างที่บอกว่าเทคโนโลยีด้านการทหารมักเป็นความลับ โลกจะรับรู้ก็ต่อเมื่อถึงเวลาเปิดตัวนั่นเอง และบทความนี้ก็เป็นเพียงการนำเทคโนโลยีที่เปิดเผยบางส่วนมาบอกเล่า ซึ่งเชื่อว่าผู้อ่าน อ่านแล้วย่อมเห็นภาพความสำคัญของเทคโนโลยีเหล่านี้
ท้ายนี้สงคราม คือ ความขัดแย้ง การใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยกว่าย่อมได้เปรียบ แต่หากใช้หลักการสันติวิธี ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในระดับชาติ หรือระดับบุคคลเข้าแก้ไข ปัญหาย่อมคลี่คลายได้สมบูรณ์แบบมากกว่านั่นเอง
—————————————————————————————————
อ้างอิง
https://www.silpa-mag.com/history/article_154707
https://www.thairath.co.th/news/auto/news/2880618
https://www.spacebar.th/world/ai-pilots-fighter-jet-first-time-military-aviation-history