ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการแพทย์อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในด้านการวินิจฉัยโรคผ่านเครื่องมือถ่ายภาพทางการแพทย์ ซึ่ง “MRI” หรือการตรวจด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ถือเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่โรงพยาบาลทั่วโลกใช้งานอย่างแพร่หลาย อย่างไรก็ตาม การตรวจ MRI แบบดั้งเดิมมักใช้เวลานาน มีต้นทุนสูง และต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากในการควบคุมเครื่องและวิเคราะห์ผล ส่งผลให้หลายประเทศประสบปัญหาคิวตรวจยาว รวมถึงภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ล่าสุด GE HealthCare ได้เปิดตัวเทคโนโลยี MRI รุ่นใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ภายในงานประชุม International Society for Magnetic Resonance in Medicine (ISMRM) 2026 โดยมุ่งเน้นการใช้ปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจ ลดระยะเวลาการสแกน และยกระดับคุณภาพของภาพวินิจฉัย เพื่อรองรับความต้องการด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ()
หนึ่งในจุดเด่นสำคัญคือระบบ “SIGNA One” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์ม workflow อัจฉริยะที่ใช้ AI ช่วยจัดการกระบวนการตรวจ MRI ตั้งแต่การตั้งค่าเครื่อง การจัดตำแหน่งผู้ป่วย ไปจนถึงการประมวลผลภาพ ระบบดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดความซับซ้อนในการใช้งาน ทำให้เจ้าหน้าที่ที่มีประสบการณ์ไม่มากสามารถใช้งานเครื่องได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันก็ช่วยลดเวลาในการฝึกอบรมบุคลากรใหม่ โดย AI จะเข้ามาช่วยแนะนำขั้นตอนต่าง ๆ แบบอัตโนมัติ รวมถึงลดจำนวนคลิกและขั้นตอนที่ไม่จำเป็นระหว่างการตรวจ ()
นอกจากนี้ GE HealthCare ยังเปิดตัว “SIGNA Bolt” เครื่อง MRI ระดับ 3 เทสลารุ่นใหม่ ที่ใช้เทคนิค Deep Learning ในการเร่งกระบวนการสร้างภาพทางการแพทย์ ทำให้สามารถได้ภาพที่คมชัดขึ้นในเวลาที่สั้นลง เทคโนโลยีดังกล่าวมีความสำคัญอย่างมาก เพราะการตรวจ MRI แบบทั่วไปมักใช้เวลานานตั้งแต่ 20–60 นาที ส่งผลให้ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยรู้สึกอึดอัดหรือเคลื่อนไหวระหว่างการตรวจ ซึ่งอาจทำให้ภาพไม่ชัดและต้องสแกนใหม่ การใช้ AI เข้ามาช่วยจึงสามารถลดเวลาในการตรวจ เพิ่มความสบายให้ผู้ป่วย และช่วยให้โรงพยาบาลรองรับผู้ป่วยได้มากขึ้นในแต่ละวัน ()
อีกเทคโนโลยีที่ได้รับความสนใจคือ “Sonic DL” ซึ่งเป็นระบบ Deep Learning Acceleration สำหรับเร่งการตรวจ MRI โดย GE HealthCare ระบุว่า AI ดังกล่าวสามารถช่วยลดเวลาการสแกนได้สูงสุดถึง 86% ในบางกรณี พร้อมทั้งช่วยเพิ่มคุณภาพของภาพและลดสัญญาณรบกวนในภาพถ่ายทางการแพทย์ เทคโนโลยีนี้ต่อยอดมาจากงานวิจัยด้าน AI reconstruction ที่ใช้ neural network วิเคราะห์ข้อมูลดิบจากเครื่อง MRI ก่อนสร้างเป็นภาพที่มีความละเอียดสูงและชัดเจนมากขึ้น ()
GE HealthCare ยังเปิดตัว “SIGNA Sprint with Freelium” เครื่อง MRI แบบ helium-free ที่ใช้ฮีเลียมน้อยกว่า 1% เมื่อเทียบกับเครื่อง MRI แบบดั้งเดิม ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญด้านความยั่งยืนของวงการแพทย์ เพราะฮีเลียมเป็นทรัพยากรที่มีต้นทุนสูงและเริ่มขาดแคลนในหลายประเทศ การลดการใช้ฮีเลียมจึงช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ()
อีกด้านหนึ่ง เทคโนโลยี AI ใน MRI ยังได้รับการพัฒนาร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกอย่าง NVIDIA เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประมวลผลข้อมูลทางการแพทย์และรองรับ workflow แบบอัตโนมัติในอนาคต โดยแนวโน้มใหม่ของวงการกำลังมุ่งสู่ระบบ imaging อัจฉริยะที่สามารถช่วยแพทย์วิเคราะห์ภาพเบื้องต้น ตรวจจับความผิดปกติ และลดภาระงานด้านเอกสารและการจัดการข้อมูลในโรงพยาบาล ()
แม้ AI จะช่วยยกระดับการทำงานของเครื่อง MRI อย่างมาก แต่ก็ยังมีเสียงกังวลจากบุคลากรทางการแพทย์บางส่วน โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความแม่นยำและความโปร่งใสของระบบ Deep Learning บางคนกังวลว่า AI อาจ “สร้างข้อมูลภาพขึ้นมาเอง” ในบางส่วนของภาพสแกน ซึ่งอาจกระทบต่อการวินิจฉัยหากเกิดความผิดพลาด อย่างไรก็ตาม ผู้พัฒนาเทคโนโลยียืนยันว่า AI ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยเสริมคุณภาพของข้อมูล ไม่ใช่แทนที่การตัดสินใจของแพทย์ และทุกผลการวิเคราะห์ยังต้องผ่านการตรวจสอบจากผู้เชี่ยวชาญเสมอ ()
การเปิดตัวเทคโนโลยี MRI ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของ GE HealthCare สะท้อนให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์กำลังก้าวเข้าสู่ระบบสาธารณสุขอย่างเต็มรูปแบบ ไม่เพียงช่วยให้การตรวจวินิจฉัยรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น แต่ยังอาจเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของโรงพยาบาลในอนาคต โดยเฉพาะในยุคที่จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ขณะที่บุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลกยังขาดแคลนอย่างต่อเนื่อง หลายฝ่ายมองว่า AI จะกลายเป็น “ผู้ช่วยสำคัญ” ของแพทย์และนักรังสีวิทยา มากกว่าจะเข้ามาแทนที่มนุษย์ และจะมีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพการรักษาพยาบาลในระดับโลกต่อไป
ผู้เขียน: ก้องปพัฒน์ กำจรจรุงวิทย์