หากย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 10 ปีก่อน การเป็นอินฟลูเอนเซอร์ยังหมายถึงการที่บุคคลคนหนึ่งใช้โซเชียลมีเดียในการสร้างตัวตน ถ่ายทอดไลฟ์สไตล์ รีวิวสินค้า หรือแบ่งปันความรู้ จนสามารถสร้างฐานผู้ติดตามและต่อยอดเป็นรายได้จากการโฆษณาและการร่วมงานกับแบรนด์ แต่ในปัจจุบัน ภาพของ “ครีเอเตอร์” กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) เข้ามามีบทบาทในการสร้าง “AI Avatar” หรือบุคคลเสมือนที่สามารถทำหน้าที่เป็นอินฟลูเอนเซอร์ได้แทบไม่ต่างจากมนุษย์จริง
AI Avatar คือการผสานเทคโนโลยีหลายแขนงเข้าด้วยกัน ทั้ง Generative AI, Computer Vision, Natural Language Processing (NLP), Text-to-Speech และ Motion Generation เพื่อสร้างตัวละครดิจิทัลที่สามารถพูดคุย แสดงอารมณ์ ผลิตคอนเทนต์ หรือแม้แต่ตอบโต้กับผู้ติดตามได้แบบอัตโนมัติ ความสามารถดังกล่าวทำให้ AI Avatar ไม่ใช่เพียงตัวละครแอนิเมชัน แต่กลายเป็น “Digital Creator” ที่สามารถทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่จำเป็นต้องมีเจ้าของตัวจริงอยู่เบื้องหลังทุกขั้นตอน
การเติบโตของ AI Avatar สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านของ Creator Economy ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ เดิมทีรายได้ของครีเอเตอร์ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ติดตาม ความสามารถในการผลิตเนื้อหา และเวลาที่ใช้ในการสร้างผลงาน แต่เมื่อ AI สามารถช่วยสร้างภาพ วิดีโอ เสียง บทพูด และวิเคราะห์ข้อมูลผู้ชมได้อย่างรวดเร็ว ต้นทุนในการผลิตคอนเทนต์จึงลดลงอย่างมาก ส่งผลให้ทั้งบุคคลทั่วไป บริษัท และแบรนด์สามารถสร้าง “Virtual Influencer” ของตนเองได้ง่ายกว่าที่เคย
ตัวอย่างที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ Lil Miquela อินฟลูเอนเซอร์เสมือนที่เปิดตัวตั้งแต่ปี 2016 แม้เธอจะไม่มีตัวตนจริง แต่กลับมีผู้ติดตามบน Instagram หลายล้านคน และเคยร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Prada, Calvin Klein, BMW และ Samsung จนสร้างมูลค่าทางการตลาดมหาศาล ความสำเร็จของ Lil Miquela แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยยอมรับตัวละครเสมือน หากสามารถสื่อสารได้อย่างเป็นธรรมชาติและสร้างเรื่องราวที่น่าสนใจ
ในภูมิภาคเอเชีย กระแส Virtual Human เติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยเฉพาะในประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งบริษัทเทคโนโลยีและเอเจนซีต่างพัฒนา AI Avatar สำหรับงานโฆษณา การขายสินค้า การไลฟ์สตรีม และการบริการลูกค้า ตลาดจีนถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการใช้ Virtual Influencer มากที่สุด เนื่องจากสามารถทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซและไลฟ์คอมเมิร์ซได้อย่างมีประสิทธิภาพ บางตัวละครสามารถไลฟ์ขายสินค้าได้ต่อเนื่องหลายชั่วโมงโดยไม่เกิดความเหนื่อยล้า และยังสามารถพูดได้หลายภาษาเพื่อรองรับผู้ชมจากหลากหลายประเทศ
สำหรับภาคธุรกิจ AI Avatar ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างความแปลกใหม่ แต่กลายเป็นทรัพย์สินดิจิทัลที่สามารถสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง บริษัทสามารถออกแบบบุคลิก น้ำเสียง รูปลักษณ์ และแนวทางการสื่อสารให้สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้ทั้งหมด ต่างจากการจ้างอินฟลูเอนเซอร์จริงที่อาจมีความเสี่ยงด้านชื่อเสียงหรือพฤติกรรมส่วนบุคคล หากเกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของบุคคลนั้น แบรนด์ก็อาจได้รับผลกระทบไปด้วย ในทางกลับกัน AI Avatar สามารถควบคุมการสื่อสารได้เกือบทั้งหมด ลดความเสี่ยงในการจัดการแบรนด์ และสามารถอัปเดตภาพลักษณ์ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์การตลาดได้ตลอดเวลา
การพัฒนาของ Generative AI ยังทำให้การผลิตคอนเทนต์มีความรวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบัน AI สามารถสร้างภาพนิ่ง วิดีโอสั้น เสียงพากย์ และบทสนทนาได้ภายในเวลาไม่กี่นาที พร้อมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลผู้ติดตามเพื่อนำเสนอคอนเทนต์ที่เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม ส่งผลให้การทำตลาดแบบ Personalization มีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้ง AI ยังสามารถสร้าง Avatar หลายเวอร์ชันเพื่อสื่อสารกับลูกค้าในแต่ละประเทศ โดยใช้ภาษา วัฒนธรรม และสไตล์การนำเสนอที่แตกต่างกัน ซึ่งช่วยให้แบรนด์ขยายตลาดได้โดยไม่จำเป็นต้องสร้างทีมงานจำนวนมาก
รายงานของ Goldman Sachs คาดการณ์ว่า Creator Economy ทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตแตะประมาณ 480,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2027 ขณะที่ Generative AI กำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตดังกล่าว เนื่องจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถแข่งขันกับองค์กรขนาดใหญ่ได้มากขึ้น ในเวลาเดียวกัน บริษัทวิจัยหลายแห่งยังมองว่าตลาด Digital Human และ Virtual Human จะขยายตัวต่อเนื่องจากความต้องการในอุตสาหกรรมค้าปลีก การศึกษา สุขภาพ และการบริการลูกค้า
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของ AI Avatar Economy ก็มาพร้อมกับความท้าทายหลายด้าน ประเด็นแรกคือความโปร่งใสในการเปิดเผยว่าเนื้อหาหรือบุคคลที่ผู้ชมกำลังสื่อสารด้วยเป็น AI หรือมนุษย์จริง หลายประเทศเริ่มให้ความสำคัญกับการกำหนดมาตรฐานเพื่อป้องกันการหลอกลวงและการสร้างข้อมูลเท็จ ประเด็นต่อมาคือเรื่องลิขสิทธิ์และสิทธิในภาพลักษณ์ เนื่องจาก Generative AI อาจนำข้อมูลจากผลงานเดิมมาใช้ในการฝึกโมเดล จึงเกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของผลงานและการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา นอกจากนี้ ยังมีความกังวลเกี่ยวกับ Deepfake และการปลอมแปลงตัวตน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของข้อมูลบนโลกออนไลน์ หากไม่มีระบบกำกับดูแลที่เหมาะสม
แม้จะมีข้อกังวลดังกล่าว แต่หลายฝ่ายมองว่า AI Avatar จะไม่ได้เข้ามาแทนที่ครีเอเตอร์มนุษย์ทั้งหมด หากแต่จะเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานมากกว่า ครีเอเตอร์สามารถใช้ AI ช่วยสร้างสคริปต์ ตัดต่อวิดีโอ สร้างภาพ หรือพัฒนา Avatar ที่ทำหน้าที่สื่อสารกับผู้ติดตามในช่วงเวลาที่เจ้าของช่องไม่สามารถออนไลน์ได้ ขณะที่องค์กรสามารถใช้ AI Avatar เป็นพนักงานต้อนรับ ผู้ช่วยขายสินค้า วิทยากร หรือผู้ดำเนินรายการในงานอีเวนต์แบบเสมือนได้
เมื่อเทคโนโลยี AI มีความสามารถในการสร้างภาพ เสียง และบุคลิกที่สมจริงมากขึ้น เส้นแบ่งระหว่าง “มนุษย์” และ “ตัวตนดิจิทัล” ก็จะยิ่งเลือนรางลง เศรษฐกิจครีเอเตอร์ในอนาคตจึงอาจไม่ได้แข่งขันกันเพียงจำนวนผู้ติดตามหรือคุณภาพของคอนเทนต์อีกต่อไป แต่จะเป็นการแข่งขันด้านการใช้ AI เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่า สร้างความสัมพันธ์กับผู้ชม และตอบโจทย์ธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ที่สามารถผสานความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์เข้ากับศักยภาพของ AI ได้อย่างลงตัว จะเป็นผู้ที่ได้เปรียบในยุค AI Avatar Economy ซึ่งกำลังกลายเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่
ผู้ก้องปพัฒน์ กำจรจรุงวิทย์