ย้อนกลับไปเมื่อปี 2014 ในวันที่ Sam Altman ยังดำรงตำแหน่งประธานของ Y Combinator เขาเคยขึ้นเวทีมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดเพื่อสอนวิชา How to Start a Startup ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในคอร์สด้านการสร้างธุรกิจที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุดในโลกสตาร์ทอัพ แนวคิดในเวลานั้นยังตั้งอยู่บนสูตรสำเร็จแบบเดิม ไม่ว่าจะเป็นการระดมทุน การสร้างทีมวิศวกรระดับหัวกะทิ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการหาโมเดลธุรกิจที่ชัดเจน
แต่เมื่อเวลาผ่านมากว่าทศวรรษ Altman กลับมาที่สแตนฟอร์ดอีกครั้งในฐานะ CEO ของ OpenAI พร้อมข้อความที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง เขากล่าวว่าโลกกำลังเข้าสู่ยุคที่ “ตำราการสร้างธุรกิจแบบเดิมใช้ไม่ได้อีกแล้ว” เพราะ AI ได้เปลี่ยนกติกาของการแข่งขันไปทั้งหมด
ในอดีต การสร้างบริษัทเทคโนโลยีจำเป็นต้องอาศัยทีมงานจำนวนมาก แต่ปัจจุบัน ผู้ประกอบการเพียงคนเดียวที่เข้าถึงโมเดล AI และมีงบประมาณสำหรับการประมวลผลในระดับที่เหมาะสม ก็สามารถสร้างผลงานที่เคยต้องใช้ทีมวิศวกรหลายสิบหรือหลายร้อยคนได้ ความสามารถของ AI ทำให้ข้อจำกัดด้านจำนวนบุคลากรลดลงอย่างมาก และเปิดโอกาสให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วกว่าเดิมหลายเท่า
Altman มองว่า AI กำลังก้าวขึ้นเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของโลก ไม่ต่างจากไฟฟ้าในช่วงเริ่มต้นของยุคอุตสาหกรรม เขาเปรียบเทียบว่าในอดีต บริษัทไฟฟ้าไม่ได้ขาย “กระแสไฟฟ้า” แต่ขาย “แสงสว่างในยามค่ำคืน” เพราะนั่นคือสิ่งที่ผู้คนเข้าใจและเห็นคุณค่าได้ง่ายกว่า เช่นเดียวกับ OpenAI ที่อาจไม่ได้ขายเพียงโมเดล AI แต่กำลังสร้างระบบที่ทำให้ทุกคนมี “ท่อส่งความฉลาด” หรือ Intelligence Pipe ซึ่งทำหน้าที่เป็น AI Agent ส่วนตัว คอยช่วยคิด วิเคราะห์ และทำงานแทนมนุษย์ได้ตลอด 24 ชั่วโมง
แม้จะมองอนาคตของ AI ในแง่บวก แต่ Altman ก็ยอมรับว่าเขาประเมินการปรับตัวของระบบการศึกษาผิดไป เขาเคยเชื่อว่าหลังจาก ChatGPT เปิดตัว โรงเรียนและมหาวิทยาลัยจะเร่งเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอนให้เน้นการคิดวิเคราะห์มากขึ้น แต่เวลาผ่านไปกว่าสามปี ระบบการศึกษาส่วนใหญ่กลับแทบไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ หากมนุษย์พึ่งพา AI มากเกินไปโดยไม่ฝึกคิดด้วยตัวเอง ทักษะการวิเคราะห์และความสามารถในการใช้เหตุผลอาจค่อย ๆ เสื่อมถอยลงในระยะยาว
สำหรับเป้าหมายของ OpenAI นั้น Altman วางวิสัยทัศน์ไว้อย่างชัดเจน ภายในปี 2026 บริษัทต้องการใช้พลังการประมวลผลในระดับเทียบเท่า GPU NVIDIA A100 จำนวนประมาณ 500,000 ตัว เพื่อสร้าง AI Research Intern หรือผู้ช่วยนักวิจัยที่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากนั้นในปี 2028 เป้าหมายจะก้าวไปอีกขั้น คือการพัฒนา AI ให้กลายเป็นนักวิจัยอัจฉริยะที่สามารถทำงานได้ครบทุกกระบวนการ ตั้งแต่ตั้งคำถาม ออกแบบการทดลอง คิดค้นสถาปัตยกรรมใหม่ ไปจนถึงสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้ด้วยตนเอง
Altman อธิบายว่า การเขียนโค้ดเป็นเพียงวิธีที่ AI ใช้ควบคุมระบบคอมพิวเตอร์ ขณะที่หุ่นยนต์จะเป็นเครื่องมือในการเชื่อมต่อ AI เข้ากับโลกทางกายภาพ และหากวันหนึ่งโมเดลสามารถพิสูจน์หรือหักล้างสมมติฐานทางคณิตศาสตร์ระดับสูงได้สำเร็จ นั่นจะเป็นหลักฐานสำคัญว่า AI ไม่ได้มีหน้าที่เพียงสรุปข้อมูลเดิม แต่สามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาได้จริง
อย่างไรก็ตาม เขามองว่าโลกยังต้องเผชิญกับความท้าทายสำคัญอีกสองเรื่อง เรื่องแรกคือความเสี่ยงที่เทคโนโลยี AI จะถูกผูกขาดโดยบริษัทขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่ง ซึ่งเขาประเมินว่ามีโอกาสเกิดขึ้นราว 20% หากเป็นเช่นนั้น AI อาจกลายเป็นเครื่องมือที่สร้างความเหลื่อมล้ำมากกว่าการสร้างโอกาส เขาจึงสนับสนุนให้ AI เป็นเทคโนโลยีที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ คล้ายกับระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานของสังคม
อีกประเด็นหนึ่งคือปัญหาการขาดแคลนพลังประมวลผล ความต้องการใช้ Compute กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากการเติบโตของ AI หากทรัพยากรเหล่านี้กระจุกตัวอยู่เพียงบางประเทศหรือบางบริษัท การแข่งขันในอนาคตก็จะไม่ได้วัดกันที่ความสามารถของโมเดลเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดกันที่ว่าใครครอบครองพลังการประมวลผลมากกว่า ด้วยเหตุนี้ Altman จึงเสนอแนวคิด Citizens Wealth Fund หรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีส่วนแบ่งจากมูลค่าที่ AI สร้างขึ้น แทนที่จะได้รับเพียงสวัสดิการพื้นฐาน
สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างธุรกิจหรือสร้างผลกระทบต่อโลก Altman เชื่อว่าโอกาสที่น่าสนใจที่สุดในเวลานี้ไม่ได้อยู่ที่การสร้างโมเดล AI ใหม่ แต่คือการพัฒนา Inference Infrastructure หรือโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้การใช้งาน AI มีต้นทุนต่ำลง เร็วขึ้น และเข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น เพราะยิ่ง AI มีราคาถูกและใช้งานได้ง่ายเท่าไร ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสังคมก็จะยิ่งขยายตัวมากขึ้นเท่านั้น
สุดท้าย Altman ทิ้งมุมมองที่น่าสนใจว่า สงครามเทคโนโลยีในทศวรรษต่อจากนี้อาจไม่ได้แข่งขันกันที่จำนวนชิปหรือกำลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการแข่งขันเพื่อสร้างระบบที่ทำให้ “ความฉลาด” กลายเป็นทรัพยากรพื้นฐานที่ทุกคนเข้าถึงได้ หากวันนั้นมาถึง AI จะไม่ใช่เพียงเครื่องมือช่วยทำงานอีกต่อไป แต่จะกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่เปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจ สังคม และวิธีคิดของมนุษยชาติไปอย่างถาวร
ผู้เขียน: ก้องปพัฒน์ กำจรจรุงวิทย์