Manufacturing DX

Big Data

Digital

Smart Factory

Software for Business

Data Analytics

10.07.2026

เจาะลึกทุกความท้าทาย สู่ความสำเร็จในการทำ Digital Transformation อย่างสมบูรณ์แบบ

แม้การทำ Digital Transformation (DX) จะช่วยเพิ่มศักยภาพและลดขั้นตอนการทำงานได้มาก แต่หลายองค์กรในภาคการผลิตอาจยังพบอุปสรรคในการขึ้นระบบ (Implementation) ทำให้งบประมาณบานปลาย บทความนี้จะพาไปเจาะลึกถึงความท้าทาย พร้อมแนะวิธีอุดช่องโหว่เพื่อนำไปสู่การขึ้นระบบที่ราบรื่นและสมบูรณ์แบบ โดยผ่านมุมมองและประสบการณ์ของ คุณจิดาภา ประยูรรัตน์ CEO/ Founder ASAP Project Co., Ltd. บริษัทที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation ชั้นนำของไทย

ภาพรวมของการทำ Digital Transformation
ก่อนกล่าวถึงแนวทางการ Implement ระบบให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน คุณจิดาภา ได้ชี้ให้เห็นถึงเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่องค์กรภาคการผลิตคาดหวังจากการทำ Digital Transformation ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นสำคัญของทุกโครงการ

สำหรับอุตสาหกรรมการผลิต เมื่อกล่าวถึงการ DX ส่วนมากมองไปที่คำว่า Smart Factory หลัก ๆ มีความต้องการยกระดับองค์กรดังนี้
1. มุ่งยกระดับให้โรงงานทำงานแบบอัตโนมัติ (หรือ “Smart Factory”) สามารถลดแรงงาน เพิ่มความแม่นยำและประสิทธิภาพของการผลิต และลดต้นทุน ฯลฯ

2. ต้องการให้ข้อมูลในองค์กรเชื่อมต่อกันได้ทุกส่วน ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มผลิต ไปจนถึง Supply Chain กระทั่งควบคุมต้นทุน และสต็อก ฯลฯ

ปัจจุบันแทบไม่มีอุตสาหกรรมการผลิตใดมองข้าม Digital Transformation จากข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา “ABeam Consulting” เมื่อปี 2025 พบว่า กลุ่มที่ให้ความสำคัญที่สุดในการทรานส์ฟอร์มคือ อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม และเครื่องจักรกลเพื่อการขนส่ง ส่วนอุตสาหกรรมกลุ่มสิ่งทอ และเคมี ให้ความสำคัญน้อยสุด เพราะ 2 กลุ่มหลังนี้มีกระบวนการที่ต้องใช้ Human Touch เกี่ยวข้องสูง เช่น รายละเอียดในลายผ้า หรือการรักษาความปลอดภัย ตลอดจนเรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเคมี ดังนั้นจึงทำ Automation ยากกว่ากลุ่มอื่น

ความท้าทายที่ต้องก้าวผ่าน เพื่อการปรับใช้ Digital Transformation ให้ราบรื่น
คุณจิดาภา กล่าวว่า แม้ภาคการผลิตจะมุ่งมั่นสู่การเป็น Smart Factory แต่งานวิจัยของ McKinsey & Company พบว่าองค์กรจำนวนมากถึง 70% ยังต้องเผชิญกับความท้าทายในการปรับเปลี่ยน โดยมีปัจจัยสำคัญที่ต้องเตรียมรับมือดังนี้

1. Legacy Systems & Fragmented IT Landscape: ระบบงานเดิมที่ไม่สอดคล้องกับระบบ IT
สาเหตุนี้พบมากในองค์กรที่วางระบบมาอย่างดีตั้งแต่ในอดีต เช่น บริษัทในประเทศญี่ปุ่นที่มีการวางระบบมาก่อนประเทศอื่น ๆ อย่างแข็งแรง ดังนั้นเมื่อระบบดีอยู่แล้ว และอยู่ในระดับดีเยี่ยมก่อนองค์กรอื่น ๆ ย่อมรู้สึกเชื่อมั่นในระบบของตนเอง แม้มองว่าจำเป็นต้องปรับแต่ง ก็จะทำเพียงบางส่วนเท่านั้น กระทั่งเมื่อถึงเวลาต้องยกระดับเป็น Automation สมบูรณ์แบบ จึงทำให้ระบบเดิมเชื่อมต่อเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ได้ยาก เช่น ไม่สามารถเชื่อมกับ IoT หรือ Machine ได้ ข้อมูลจึงไม่เชื่อมต่อกัน หรือบางครั้งแม้มีซอฟต์แวร์ แต่เป็นซอฟต์แวร์เก่า ผู้พัฒนาอาจไม่ทำต่อแล้ว จึงเกิดปัญหาเมื่อต้องการจะเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ หากแต่ละหน่วยงานหรือบริษัทย่อยต่างคนต่างใช้ระบบ หรือทำการขอปรับแต่ง (Customization) ระบบแบบไม่มีวางแผนภาพใหญ่ ก็อาจเป็นอีกอุปสรรคสำหรับการทรานส์ฟอร์มที่มีเอกภาพ ดังนั้น องค์กรจึงควรเริ่มจากการสำรวจระบบที่มีอยู่เดิม และวางแผนโครงสร้างระบบใหม่ให้ชัดเจน เพื่อให้ระบบเดิมสามารถเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีใหม่ได้อย่างราบรื่น และรองรับการทำ Digital Transformation ในอนาคต

2. Lack of Skilled Workforce & Digital Culture: บุคลากรยังขาดทักษะที่จำเป็น
คุณจิดาภา กล่าวว่า ทักษะด้าน IT ของพนักงานในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิตอาจมีค่อนข้างน้อยกว่ากลุ่มอุตสาหกรรมอย่างการเงินหรือรีเทล เนื่องจากหน้าที่หลักอยู่กับเครื่องจักร ปัญหาที่ตามมา คือ เมื่อต้องแต่งตั้งผู้รับผิดชอบโครงการ หรือ Champion ก็จะหาได้ยาก ซึ่งปัญหานี้ถือเป็นรูปแบบเฉพาะของกลุ่มโรงงานการผลิต

นอกจากนี้ ปัญหาที่มักจะได้ยินกันบ่อย เช่น ความยึดติดกับวิธีการทำงานเดิม เรียนรู้และยอมรับสิ่งใหม่ได้ช้า รวมทั้งข้อมูลกระจัดกระจาย ขาดเจ้าของข้อมูล (Owner) และขาดการกำกับดูแลข้อมูลที่ชัดเจน ก็เป็นปัจจัยสำคัญเช่นกัน

ดังนั้นการพัฒนาทักษะด้าน Digital ไปพร้อมกับการสื่อสารให้พนักงานเข้าใจสาเหตุของการเปลี่ยนแปลง จะทำให้การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลครั้งนี้จะได้รับความร่วมมือของทีมงานทุกระดับ และราบรื่นมากยิ่งขึ้น

3. Poor Process Standardization: ขาดมาตรฐานร่วมกันของกระบวนการทำงาน
ในหลายองค์กร กระบวนการทำงานเดียวกัน อาจมีความไม่เหมือนกันระหว่างหน่วยงาน หรือบริษัทย่อย ทำให้ไม่สามารถสร้างมาตรฐานเดียวกันเพื่อการทรานส์ฟอร์มได้ ต้องมีการวางแผนและปรับปรุงกระบวนการทำงานใหม่และกรณีที่ชัดเจนก่อน เพื่อให้ทุกทีมทำงานในทิศทางเดียวกันก่อนเริ่ม Implement ระบบ หรือ Automation

4. High Initial Investment & Unclear ROI: ความไม่ชัดเจนด้านการลงทุนและผลตอบแทน
การลงทุนในเทคโนโลยีสำหรับอุตสาหกรรมใหญ่ ๆ ไม่ว่าจะเป็น AI หรือการทำ Automation มักต้องลงทุนสูงในตอนแรก ทั้งใช้จ่ายซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ หรือเวลาของพนักงาน บางองค์กรอาจะไม่สามารถประเมินได้อย่างชัดเจนว่าเทคโนโลยีนี้ให้ผลตอบแทนจริงอย่างไร เช่น จะลดต้นทุนได้เท่าไหร่ จะทำงานเร็วขึ้นแค่ไหน จะเพิ่มยอดขายได้จริงไหม หรือได้ผลตอบแทนกลับมาเมื่อไหร่ ทำให้การตัดสินใจลงทุนมีความเสี่ยง ดังนั้นจำเป็นต้องวางแผนให้รอบคอบก่อนเริ่มใช้งานจริง

อย่างไรก็ตาม หากมีวิธีคิดหรือ Framework ในการคำนวณ ROI ที่ถูกต้อง การวัดผลเหล่านี้สามารถประเมินและคาดการณ์ได้

5. Data Quality, Governance, and Security Issues: ข้อมูลยังขาดคุณภาพ
ความล้มเหลวหรือความล่าช้าในการทรานส์ฟอร์มหลายกรณีเกิดจากการที่ข้อมูลที่มีอยู่ขาดคุณภาพ (เช่น ขาดความครบถ้วน ขาดมาตรฐาน ขาดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน ขาดมาตรฐานในการจัดการเมื่อต้องเปลี่ยนแปลง ฯ) หรืออาจจะเรียกว่า ขาด Data Governance นั่นเอง การทำความสะอาดและจัดระเบียบข้อมูลก่อนขึ้นระบบใหม่ จึงเป็นเรื่องจำเป็น

6. DX Roadmap: ขาด Roadmap ที่ดี
สาเหตุของความล้มเหลวในการทรานส์ฟอร์มข้อสุดท้าย คือ การขาด Roadmap ที่ดี ไม่มีความชัดเจน ไม่มีการสื่อสารลงมาบอกบุคลากรให้ทำอะไรบ้าง ทำให้ขาดภาพที่เป็นหนึ่งเดียวกันระหว่างผู้ออกนโยบายภาพใหญ่และคนทำงาน

องค์กรจึงควรกำหนด Roadmap เป้าหมาย ผู้รับผิดชอบ และแผนการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อให้ทุกฝ่ายเดินไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถขับเคลื่อน Digital Transformation ได้อย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และเกิดผลลัพธ์จริงต่อองค์กร

กรณีตัวอย่าง เมื่อทำ Digital Transformation ถูกทาง
หากติดตั้งระบบ Digital Transformation อย่างถูกทาง ปิดสาเหตุความล้มเหลวลง จะพบความสำเร็จอย่างยั่งยืนดังตัวอย่างที่ คุณจิดาภา ยกมานี้

ระบบ QC รถยนต์ ด้วย AI
โรงงานผลิตรถยนต์ต้อง QC ก่อนส่งจำหน่ายเสมอ การตรวจสอบคุณภาพรถยนต์หลังการผลิต เดิมต้องใช้วิธีการสังเกตที่ละเอียดด้วยพนักงาน ดังนั้นทาง BMW จึงนำระบบ AI Visual Inspection เข้ามาช่วยเรื่อง QC รถยนต์ โดยให้ AI ทำงานร่วมกับระบบ IoT เป็นการถ่ายภาพส่วนต่าง ๆ ของรถให้ AI วิเคราะห์ว่า มีส่วนไหนไม่ตรง QC บ้าง เช่น จำนวนน็อตครบหรือไม่ ขันเบี้ยวหรือเปล่า พื้นผิวมีรอยเสียหายใด ๆ หรือไม่ เบาะเย็บตะเข็บถูกต้องไหม ฯลฯ เมื่อพบความบกพร่องระบบจะแจ้งเตือนโดยอัตโนมัติ ในระดับที่สั่งระงับในไลน์การผลิตที่เกิดความเสียหายได้ทันที นอกจากนี้ยังสามารถนำข้อบกพร่องมาวิเคราะห์ว่าเกิดจากขั้นตอนใด เพื่อหาวิธีแก้ไขได้ โดยไม่ต้องใช้มนุษย์ ทำให้ Productivity เพิ่มขึ้น 30% ส่วนข้อบกพร่องก็ลดลงถึง 10 – 20%

สาเหตุหลักที่กรณีนี้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน นั่นเพราะมีการวางแนวทางที่ชัดเจนว่าต้องการนำ Automation มาช่วยเรื่องอะไร

สร้างแบบจำลอง เพื่อลดความซับซ้อนของการผลิตแบบ Customize
Beta Manufacturing เป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ชั้นนำ มีสาขากว่า 25 แห่งทั่วโลก ข้อเด่น คือ สามารถผลิตแบบ Customize หรือตามความต้องการของลูกค้า จึงเกิดความยุ่งยากในสายการผลิต เพราะงานแต่ละชิ้นมีรูปแบบไม่เหมือนกัน บางแห่งจ้างให้ผลิตชิ้นส่วนแบบ 4 เหลี่ยม บางแห่งต้องการ 3 เหลี่ยม บางแห่งต้องการวงกลม และที่สำคัญแม้ชิ้นส่วนรูปร่าง 3 เหลี่ยมเหมือนกัน แต่ option อาจแตกต่างกัน เช่น มีสีต่างกัน บางชิ้นเคลือบกันน้ำ บางชิ้นไม่เคลือบ การวางแผนการผลิตและ Supply Chain จึงมีความท้าทาย เป็นอย่างมาก

จาก Pain Point นี้ ทางบริษัทจึงนำระบบ RPA มาใช้ทำงานที่ซ้ำซ้อน เพื่อลด Human Error และเพิ่ม Productivity ขึ้น

ที่สำคัญได้นำระบบ Digital Twin Technology มาสร้างแบบจำลองเสมือนของกระบวนการผลิต เพื่อช่วยวิเคราะห์ ปรับปรุง และควบคุมการทำงาน และวางแผนได้ก่อนจะปรับแผนหรือสายการผลิตจริงเมื่อเห็นภาพจำลองเสมือนก่อนผลิตจริง จึงช่วยคิดวางแผนเพื่อแก้ไขปัญหาคอขวดได้ ส่งผลให้บริษัทลดความผิดพลาดจาก Human Error ลงได้ประมาณ 40% และ Lead Time ลดลงประมาณ 15%

นอกจากนี้ยังนำ Block chain เข้ามาเชื่อมโยงข้อมูลระหว่าง Supply Chain ให้ตรวจสอบได้ และมองเห็นภาพแบบ End-to-End อีกด้วย

สร้างยอดขายเครื่องจักรหนักด้วย Digital Transformation
Komatsu (Australia) เป็นอีกกรณีศึกษาหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะขายเครื่องจักรหนัก เช่น รถขุด รถดัมพ์เหมืองแร่ รถตักดิน ฯลฯ แม้จะขายเครื่องจักรหนัก บริษัทก็ยังมีกลุ่มลูกค้า Retail สูงถึง 99% แต่กลับสร้างยอดขายให้เพียง 20% เท่านั้น จึงต้องการกระตุ้นฐานลูกค้ากลุ่มที่ยังไม่ค่อยมีการเคลื่อนไหว ให้เกิดการซื้อขายมากขึ้น

เมื่อค้นหา Pain Point แล้ว พบว่า ปกติการขายเครื่องจักรหนักของบริษัท คือ สั่งซื้อผ่านแค็ตตาล็อกเป็นหลัก ทำให้ลูกค้ารายย่อยเข้าถึงยาก จึงแก้ปัญหาด้วยการพัฒนาหน้าเว็บไซต์เพื่อให้ลูกค้าสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ด้วยตนเองผ่านมือถือ (Mobile-optimized parts ordering portal) ้ทำให้ลูกค้ารายย่อยเข้าใช้สะดวก สั่งซื้อง่าย และเชื่อมต่อกับระบบสต็อกหลังร้าน เมื่อกดสั่งซื้อ ลูกค้าจะรู้ได้ทันทีว่ามีสต็อกเท่าไร ราคาเท่าไร เพื่อจะได้ไม่ต้องไล่สอบถามทีละแผนก

กรณีนี้ส่งผลให้ Transaction เร็วขึ้นประมาณ 90% ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น 11%

กรณีตัวอย่างผลกระทบจากการขาดความพร้อมด้าน Digital Transformation
นอกจากกรณีตัวอย่างของการทำ Digital Transformation ได้สำเร็จแล้ว คุณจิดาภา ยังได้ยกเรื่องของผลเสีย หากละเลยการทำ DX ขึ้นมาประกอบเพิ่มเติม ดังนี้

เรื่องฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้นได้ หากไม่มี Digital Transformation
ในช่วงปลายปี 2022 โซนทวีปอเมริกาเหนือ (ปกคลุมสหรัฐอเมริกาและบางส่วนของแคนาดา) เกิดพายุหิมะอย่างหนัก จนทำให้สายการบิน Southwest ต้องยกเลิกเที่ยวบินถึง 16,000 เที่ยว เกิดความเสียหายเป็นมูลค่ามหาศาล เพียงเพราะตารางบินของกัปตัน และลูกเรือรวน เนื่องจากข้อมูลไม่เชื่อมต่อกัน ทำให้ไม่รู้ว่าใครต้องทำอะไรที่ไหน ขึ้นเครื่องที่ใด เกิดความวุ่นวายโกลาหลอย่างหนัก จนต้องยกเลิกเที่ยวบินตามที่เกริ่นมา ดังนั้นความสำคัญของ Digital Transformation จึงอยู่ที่การรับมือเหตุสุดวิสัยด้วยเช่นกัน

ดาบคมที่สองของการเร่ง Digital Transformation โดยที่ยังไม่พร้อม
Digital Transformation มีความสำคัญ แต่ถ้าเร่งใช้งานทั้ง ๆ ที่ยังไม่พร้อมย่อมเกิดผลเสียตามได้ เช่น กรณีของ HERSHEY ผู้ผลิตช็อกโกแลตรายใหญ่ของสหรัฐฯ ตัดสินใจอัปเกรดเทคโนโลยีองค์กรครั้งใหญ่ โดยลงทุนในระบบ ERP, CRM และ WMS พร้อมกันในโครงการเดียว มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ เพื่อหวังเพิ่มประสิทธิภาพ Supply Chain ลดต้นทุน และเพิ่มความเร็วในการส่งมอบสินค้าในช่วง Peak และเร่งให้ Go-live ในช่วง High Season (Halloween) แม้เทคโนโลยีจะไม่พร้อม และการเชื่อมต่อ (Integration) ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่ก็ตัดสินใจเริ่มใช้ระบบจริง

ผลของการตัดสินใจนี้ ทำให้พบข้อผิดพลาดในระบบใหม่มากมายไม่สามารถประมวลคำสั่งซื้อและจัดส่งสินค้าได้ตามปกติ ข้อมูลคำสั่งซื้อ สินค้าคงคลัง และการจัดส่ง ‘ไม่ตรงกัน’ ทำให้ Hershey’s สูญเสียยอดขายกว่า 100 ล้านดอลลาร์ ในไตรมาสเดียว ราคาหุ้นตกลง 8% ภายในวันเดียว

ประเด็นนี้ คุณจิดาภา อธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบ ERP กับ WMS เป็นโปรเจกต์ที่ไม่ควรทำพร้อมกัน ส่วน CRM ก็ต้องมาดูขนาดก่อน ถ้า CRM มีขอบเขตที่ใหญ่มากก็ไม่ควรทำพร้อมกันเหมือนกัน พร้อมทั้งสรุปว่า ระบบเหล่านี้แม้มีประโยชน์ แต่ควรมีเวลาซ้อมใช้งาน แก้ไขข้อบกพร่อง ไม่ควรฝืนใช้งานทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ทดสอบ รวมทั้งหากจำเป็นต้องใช้เร่งด่วน ก็ควรทำทีละเฟส ส่วนไหนสำคัญก็เริ่มก่อน

5 เสาแห่งความสำเร็จอย่างยั่งยืนในการ Digital Transformation

เคล็ดลับสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืนของการขึ้นระบบ Digital Transformation ที่คุณจิดาภา แนะนำให้ยึดถือ ประกอบด้วย

1. People: ความพร้อมของบุคลากร
การบริหารจัดการความเปลี่ยนแปลง (Change Management) ที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยลดความเสี่ยงในการขึ้นระบบได้ถึง 74% ทุกฝ่ายโดยเฉพาะผู้บริหารจึงควรมีส่วนร่วมอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ คุณจิดาภา ได้ยกตัวอย่างเรื่องบุคลากรเพิ่มเติมว่า จากการที่ให้คำปรึกษาองค์กรต่าง ๆ มา บางบริษัทเมื่อสำรวจแล้วพบว่า ตัวเองไม่มีพนักงานที่มีความรู้เรื่องการ DX ที่พอจะเป็น Champion ได้ จึงจ้าง Admin เพื่อเข้ามาดูแลส่วนนี้โดยเฉพาะเพิ่มเติม ทำให้การขึ้นระบบราบรื่นด้วยดี

2. Technology: เทคโนโลยีที่เหมาะสม
การเลือกซอฟต์แวร์ให้ตอบโจทย์กับองค์กร จะช่วยขจัดอุปสรรคในการดำเนินงานได้กว่า 64% นั่นเพราะในแต่ละซอฟต์แวร์ไม่ได้เหมาะกับทุกองค์กร ซอฟต์แวร์ A อาจจะตอบโจทย์บริษัท ก. แต่ในขณะเดียวกันกลับไม่ตอบโจทย์บริษัท ข. ดังนั้นจึงต้องเลือกให้เหมาะกับตัวเอง ซึ่งผู้ที่จะแนะนำได้ดีที่สุด คือ บริษัทที่ปรึกษานั่นเอง

นอกจากนี้ควรเข้าใจว่าซอฟต์แวร์ที่มีอยู่แล้วในองค์กรเป็นลักษณะไหน ยังใช้ได้ดีอยู่ไหม หรือปรับแต่งเพิ่มเติมอย่างไรได้บ้าง และสามารถเชื่อมต่อกับระบบใหม่ที่จะนำเข้ามาหรือไม่ การเข้าใจเครื่องมือที่มีอยู่แล้ว จะช่วยให้ตัดสินใจเลือกซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมได้ง่ายขึ้น

3. Process: กระบวนการดำเนินงานมีมาตรฐาน ชัดเจน
การวางแผนขั้นตอนการทำงานให้มีมาตรฐาน จะช่วยลดข้อติดขัดในการทำงานได้สูงถึง 94%
ดังนั้นก่อนจะเริ่มต้น Implement ระบบ จึงควรวางแผนกระบวนการที่ชัดเจนว่าต้องการนำมาแก้ปัญหาอะไร มีขั้นตอนดำเนินการอย่างไรบ้าง

4. Data: ข้อมูลมีความพร้อม และสะอาด
การเตรียมข้อมูลให้ถูกต้องและพร้อมใช้งานก่อนขึ้นระบบ จะช่วยลดโอกาสติดขัดได้มากถึง 62% หลายองค์กรซื้อซอฟต์แวร์มาทั้ง ๆ ที่ข้อมูลยังไม่มี คิดว่าเดี๋ยวค่อยรวบรวมตอนเริ่ม Implement คุณจิดาภา เปรียบเทียบเรื่องการไม่มีข้อมูลว่า เหมือนบ้านที่สร้างแล้วไม่มีเฟอร์นิเจอร์ โต๊ะ ตู้ เตียง ฯลฯ และไม่รู้จะนำเฟอร์นิเจอร์เข้าไปอย่างไร บ้านจึงร้าง ระบบ DX ก็เหมือนกัน เมื่อไม่มี Data ก็ไม่เกิดประโยชน์

นอกจากนี้ Data ที่เก็บต้องสะอาด และถูกต้องตาม Process ที่วางไว้ พร้อมนำไปใช้งานในระบบด้วยเช่นกัน

5. Strategy: กลยุทธ์เฉียบคม
ควรมีกลยุทธ์การทำ Digital Transformation ที่ชัดเจนว่า จะทำไปเพื่ออะไร ทำแล้วกระทบสิ่งใดบ้าง เพราะ DX ไม่ใช่แค่นำ IT เข้ามาใช้ แต่เป็นการปรับโครงสร้างในการทำงานขององค์กรทั้งหมด ส่งผลให้ Process หนึ่งอาจหายไป แต่อีก Process หนึ่งอาจเพิ่มมา ดังนั้นจึงต้องสร้างความเข้าใจตรงนี้ให้กับทุกคนว่าองค์กรมีเป้าหมายอย่างไร

นอกจากนี้ คุณจิดาภา ยังบอกอีกว่า ควรทำ Roadmap ที่ชัดเจนด้วย เนื่องจากบางองค์กรมีหลายแผนก แต่ละแผนกอาจมีโปรเจกต์ไอทีของตัวเอง เมื่อขึ้นระบบ DX จึงมีโอกาสทับซ้อนกันได้ การมี Roadmap ที่ชัดเจนจะทำให้เห็นภาพ และลดปัญหาเหล่านี้ลงได้ รวมทั้งทำให้เกิดการสื่อสารกันในองค์กร ส่งผลให้การ Implement ดำเนินไปอย่างมั่นคง

ASAP Project ที่ปรึกษา เพื่อความสำเร็จอย่างยั่งยืนของการ Digital Transformation
เนื้อหาบทความนี้เป็นการชี้ให้เห็นสาเหตุของการขึ้นระบบ DX ไม่สำเร็จ ซึ่งกลั่นกรองมาจากประสบการณ์ตรงของผู้เชี่ยวชาญด้าน Digital Transformation บทความต่อไปเราจะพาไปลงลึกถึงวิธีการแก้ไขปัญหาในแบบฉบับของ ASAP Project กันต่อ

ทั้งนี้ ASAP Project คือ ที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation ชั้นนำที่เน้นแก้ปัญหาให้องค์กรอย่างจริงใจ ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยเริ่มต้นตั้งแต่การร่วมหา Pain Point วางกลยุทธ์ เลือกซอฟต์แวร์ที่เหมาะสม จนถึงขั้นตอนการขึ้นระบบชนิดจับมือทำ Support กันจนกว่าจะเสร็จสมบูรณ์

ข้อมูลติดต่อ ASAP Project | Digital Transformation Strategist
Website: https://www.asapproject.co
Email: hello@asapproject.co
Facebook: ASAP Project
Youtube Channel: ASAP Project Solutions
LinkedIn: https://www.linkedin.com/company/asap-project/
*******

RECOMMEND