EIC Insights

Customer Success

Project management tool

Leadership

Innovation

Digital

Software for Business

Data Analytics

23.07.2026

จบทุกปัญหา Digital Transformation ด้วยกลยุทธ์จาก Independent Consultant

จากบทความก่อนหน้านี้เรื่อง เจาะลึกทุกความท้าทาย สู่ความสำเร็จในการทำ Digital Transformation อย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่ง คุณจิดาภา ประยูรรัตน์ CEO/ Founder ASAP Project Co., Ltd. บริษัทที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation ชั้นนำของไทย ได้ชี้ให้เห็นอุปสรรคต่าง ๆ ของการขึ้นระบบกันไปแล้วนั้น บทความนี้เราจะพูดถึงวิธีการปิดช่องโหว่เหล่านั้นกันต่อ

เมื่อทราบสาเหตุของการทำ Digital Transformation ไม่สำเร็จ หลักการพื้นฐาน คือ แก้ไขส่วนนั้น เช่น เทคโนโลยีเดิมไม่รองรับเทคโนโลยีใหม่ ก็จัดซื้อซอฟต์แวร์ที่รองรับมาใช้ Process การทำงานไม่ชัดเจน ก็ทำให้ชัดเจน ขาด Data ก็ระดมข้อมูลมาเก็บเตรียมไว้ ฯลฯ แต่ในการปฏิบัติจริงแล้ว อาจทำไม่ง่าย เนื่องจากบุคคลในองค์กรคุ้นเคยกับภาพเดิมของบริษัท ดังนั้นการมีที่ปรึกษาที่ดี จึงช่วยแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ เพราะสามารถมองเห็นภาพรวมขององค์กรได้กว้างกว่าบุคลากรภายใน เปรียบเสมือนนักกีฬาที่ต้องมีโค้ชคู่กาย[1.1] ดังนั้นการมีที่ปรึกษาที่ช่วยให้องค์กรมองเห็นปัญหาอย่างเป็นกลาง หรือ Independent [2.1]

3 เสาหลักงานบริการ ASAP Project
คุณจิดาภา กล่าวว่า ASAP Project เป็นที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation ที่ให้บริการครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ คือ เริ่มจากการพูดคุยเบื้องต้นเพื่อหา Pain Point ที่แท้จริง แล้วจัดหาซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมกับบริบทขององค์กร ดูแลการขึ้นระบบจนเสร็จสมบูรณ์ และฝึกอบรมพนักงาน ซึ่งบริการนี้เปรียบเสมือนเสาหลัก หรือ Core Service Pillars ประกอบด้วย

1. ร่วมมองหา Pain Point ร่างกลยุทธ์ และกำหนดกระบวนการ DX ให้เสร็จสมบูรณ์
2. หาโซลูชั่น หรือซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมที่สุดกับองค์กร ซึ่งเสาหลักนี้ ไม่ใช่แค่เลือกโซลูชัน แต่ลงลึกไปถึงการค้นหา Vendor หรือผู้ให้บริการที่เหมาะสม และเป็นตัวกลาง ทำหน้าที่ประสาน เชื่อมต่อให้ซอฟต์แวร์และองค์กร สามารถทำ DX ได้อย่างราบรื่น ตลอดจนการเป็นพี่เลี้ยงชนิดจับมือทำ กระทั่งขึ้นระบบอย่างเรียบร้อย
3. Workshop และ Training บุคลากรที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจการทำงานอย่างลึกซึ้ง เพราะแม้ขึ้นระบบเรียบร้อยดีแล้ว แต่ผู้รับผิดชอบขาดความรู้ความเข้าใจ ระบบก็มักจะไม่ยั่งยืน

ASAP Project ที่ปรึกษาด้าน Digital Transformation ที่เริ่มจาก Paint Point ของตัวเอง
หลักการให้บริการ Digital Transformation ของ ASAP Project เกิดจากประสบการณ์ตรง จึงเข้าใจองค์กรที่ต้องการทำ DX อย่างลึกซึ้ง เนื่องจาก คุณจิดาภา ศึกษาและทำงานด้าน Market Research (การวิจัยตลาด) จากประเทศญี่ปุ่น แล้วกลับมาช่วยธุรกิจของครอบครัวที่ประเทศไทย ซึ่งให้บริการโซลูชัน ERP จึงทำให้เห็น Pain Point ของบริษัทตัวเอง และลงมือแก้ไขจนสำเร็จ จากการแก้ปัญหาได้นี่เอง จึงมองว่า หากตัวเองทำได้ ย่อมทำให้บริษัทอื่น ๆ DX ได้ ด้วยรูปแบบเห็นอกเห็นใจอย่างครอบครัว นับจากแนวคิดก่อตั้งบริษัท ณ วันนั้น ปัจจุบันผ่านมาแล้ว 9 ปี ASAP Project ยังคงได้รับความไว้วางใจจากวงกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ

Independent Consultant ที่ปรึกษาอิสระ
คุณจิดาภา กล่าวว่า ที่ปรึกษาด้าน IT มี 2 รูปแบบหลัก ๆ และมีความแตกต่างกัน ดังนี้
1. Independent Consultant ที่ปรึกษาอิสระ
สามารถเลือกใช้ซอฟต์แวร์จาก Vendor หรือผู้ให้บริการใดก็ได้ที่เหมาะกับ Pain Point องค์กร
2. Non-Independent Consultant ที่ปรึกษาสังกัดค่าย IT (เช่น Microsoft, ServiceNow และอื่นๆ)
จำเป็นต้องนำซอฟต์แวร์ของค่ายเดียวเท่านั้นมาให้บริการ

จากข้อจำกัดนี้ ทำให้ Independent Consultant มีความรอบรู้เรื่องซอฟแวร์มากกว่า เพราะมีข้อมูล และติดต่อกับ Vendor ที่หลากหลาย
สำหรับ ASAP Project จึงอยู่ในกลุ่มของ ที่ปรึกษาอิสระ หรือ Independent Consultant นั่นเอง

ปรัชญาของการเป็นที่ปรึกษาการ DX อิสระ คุณจิดาภา นิยามว่า “หากใช้เครื่องมือถูกต้อง การขึ้นระบบก็สำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้วค่ะ”

สาเหตุที่นิยามอย่างนี้ เพราะแม้ซอฟต์แวร์ A+ จาก Vendor อันดับหนึ่งของโลก ก็ไม่สามารถตอบโจทย์ Pain Point ครบทุกองค์กร บริษัท A อาจใช้แล้วประสบความสำเร็จ แต่บริษัท B อาจล้มเหลว ดังนั้นจึงต้องเลือกซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมกับองค์กรนั้น ๆ ซึ่ง Independent Consultant จะตอบโจทย์ได้ดี เนื่องจากรู้จักผู้ให้บริการหลาย Vendor เข้าใจว่าซอฟต์แวร์ใดเหมาะกับบริบทองค์กรไหน

ดังนั้นเมื่อมีซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมแล้ว กลยุทธ์ กระบวนการทำ DX และการ Training ก็จะราบรื่นตามไปด้วย

หลักการสำคัญของ Independent Consultant
หลักการสำคัญ หรือ Core Principles ของ ASAP Project ประกอบด้วย

1. ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer-Centric))
“เรายึดความสำเร็จของลูกค้าเป็นอับดับแรก ดังนั้นเขาควรได้โซลูชันที่เหมาะกับองค์กร ซึ่งไม่ใช่ซอฟต์แวร์ที่ CEO หรือคนใดคนหนึ่งในบริษัทต้องการ” คุณจิดาภา กล่าว พร้อมขยายความว่า

หลายครั้งองค์กรไม่ทราบว่าต้องใช้ซอฟต์แวร์ใด ส่วนมากที่สนใจ เพราะฟังต่อ ๆ มา แต่ที่ ASAP Project ทราบว่าควรใช้ซอฟต์แวร์ใด เพราะสัมภาษณ์พนักงานทุกส่วนว่ามีปัญหาอะไรบ้าง แล้วนำมาสร้างเป็นสถิติ เพื่อหา Pain Point ที่แท้จริง แล้วจึงเลือกซอฟต์แวร์ที่ตอบโจทย์มาให้

“วิธีนี้ทำให้องค์กรเห็น แล้วก็ Reflect หรือสะท้อนความคิดเห็นออกมา เราไม่ได้มองว่าใครถูกที่สุด หรือเก่งที่สุด แต่มองที่ความเหมาะสมกับองค์กรของลูกค้า ทุกคำแนะนำของเราเกิดบนพื้นฐานของความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในบริบททางธุรกิจ กระบวนการ และข้อจำกัดของลูกค้า ด้วยการทำงานอย่างใกล้ชิดกับทีมงานของเขา ดังนั้นจึงมั่นใจว่า โซลูชันต่าง ๆ ที่เสนอ เหมาะกับเขาอย่างยิ่ง” คุณจิดาภา สรุป

2. ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว (No one-size fits all)
เพราะไม่มียาใดรักษาได้ทุกโรค ASAP Project มองว่าไม่มีซอฟต์แวร์ใดในโลกที่สามารถแก้ไขปัญหาของทุกองค์กรได้แบบ 100% เราเชื่อในการเข้าไปทำความเข้าใจกับปัญหา บริบทขององค์กรและวิสัยทัศน์ และออกแบบวิธีการแก้ปัญหาให้เหมาะสมกับองค์กรนั้นๆมากกว่า[5.1]

3. มุ่งเน้นที่ผลลัพธ์ (Result-Driven)
ASAP Project มองว่า แม้มีแผนที่ดี มีกลยุทธ์ที่แข็งแกร่ง มีซอฟต์แวร์ที่ยอดเยี่ยม แต่การ Digital Transformation ไม่ได้จบแค่นี้ เพราะความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่การเลือก Technology ที่ถูกต้องเพียงอย่างเดียว แต่คือเรื่องของ Change Management หรือการที่ทุกคนในองค์กรสามารถเปลี่ยนผ่านการทำงานจากเดิมมาสู่การทำงานใหม่ และสร้างผลลัพธ์จากการทำ DX ได้จริง [6.1]

“หลายกรณี เรารู้สึกเสียดาย ที่ถึงแม้เราจะสามารถเลือกซอฟต์แวร์ที่เหมาะสมที่สุดได้แล้ว แต่สุดท้ายโปรเจกต์ของลูกค้ายังไม่สามารถทรานส์ฟอร์มได้ตามเป้า เนื่องมาจากเหตุปัจจัยอื่น ๆ ดังนั้นเราจึงตั้งมั่นว่าจะอยู่เป็นเพื่อน เคียงข้างกันไปจนกว่า DX จะสำเร็จ” คุณจิดาภากล่าว

ข้อได้เปรียบของ Independent Consultant
โซลูชันด้าน Digital Transformation ในปัจจุบันมีหลากหลายประเภท เช่น การบริหารจัดการด้าน HR การตลาด การขาย การจัดซื้อจัดจ้าง ฯลฯ ซึ่งผู้ให้บริการซอฟต์แวร์เหล่านี้ก็มีเป็นจำนวนมากเช่นกัน

ข้อดีของ “Independent Consultant” คือ มีอิสระในการติดต่อกับผู้ให้บริการเหล่านี้อย่างไม่จำกัด และสามารถเป็นพันธมิตรได้ในหลากหลายระดับ ทำให้มีความรอบรู้เรื่องซอฟต์แวร์ในหลากหลายประเภท และสามารถแนะนำ หรือปรับประยุกต์ให้ตอบโจทย์ Pain Point ของทุกองค์กรได้โดยไม่มีกรอบของโซลูชันที่ต้องเป็นตัวแทนขาย

1. มองเห็นภาพใหญ่ของระบบ และผู้ให้บริการในตลาด [7.1]
“ในทุก ๆ โปรเจกต์ เราแทบจะขายซอฟต์แวร์แทน Vendor ได้แล้วค่ะ เพราะรู้จักกับผู้ให้บริการมากกว่า 250 บริษัท ไม่ใช่แค่ในไทย ทางฝั่งต่างประเทศก็ทำงานด้วย” คุณจิดาภา อธิบายถึงความใกล้ชิด และเข้าใจซอฟต์แวร์

นอกจากนี้คุณจิดาภา ยังบอกอีกว่า ASAP Project ได้ผ่านกระบวนการคัดเลือกผู้ให้บริการมาหลากหลายโปรเจกต์ทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อประเมินว่าผู้ให้บริการซอฟต์แวร์รายใดเหมาะกับลูกค้าเพื่อเป็นประโยชน์ในการตัดสินใจเลือกใช้ ด้วยเหตุผลว่า บริบทของแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน ผู้ให้บริการ A อาจตอบโจทย์บริษัท ก. ได้ดี แต่ไม่ช่วยแก้ปัญหาให้บริษัท ข. ก็ได้

2. โปร่งใส และมีมาตรฐาน
“นอกจากเลือก Vendor ที่เหมาะสมให้แล้ว เรายังเป็นคนแปลงข้อมูลจากใบเสนอราคาของผู้ให้บริการ ให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันที่สามารถเปรียบเทียบกันได้แบบไม่มีอคติ และทำการประเมินงบประมาณต่อไปเป็นรายปี 3 ปี และ 5 ปี เพื่อให้เห็นการลงทุนและค่าใช้จ่ายที่ชัดเจนและลูกค้าจะได้เห็นภาพชัดขึ้นค่ะ” คุณจิดาภา อธิบายเพิ่มเติม

การไม่กระจ่างเรื่องงบประมาณ เป็นเหตุที่องค์กรไม่ตัดสินใจ Digital Transformation สูงมาก อย่างที่คุณจิดาภา ได้กล่าวไว้ในบทความก่อนหน้านี้

3. ตัวกลาง ประสานสิบทิศ
ASAP Project มุ่งมั่นความสำเร็จ จึงไม่ทอดทิ้งลูกค้า นอกจากการจับมือทำ DX Implementation เพื่อผลสำเร็จแล้ว ASAP Project ยังช่วยเป็นคนกลาง เชื่อมประสานภายในองค์กรอีกด้วย

คุณจิดาภา อธิบายโดยสรุปว่า เมื่อติดตั้งซอฟต์แวร์เสร็จแล้ว ไม่ใช่ว่างานจะจบ เพราะหลายครั้งคนในองค์กรไม่ทราบว่า จะต้องทำอย่างไรต่อ หรือเมื่อเกิดปัญหาจะติดต่อ Vendor ซึ่งเป็นเจ้าของซอฟต์แวร์อย่างไร ดังนั้นหากที่ปรึกษาคิดว่างานจบแล้ว เมื่อระบบมีปัญหา ลูกค้ามักจะรู้สึกเหมือนกับถูกทอดทิ้งให้ติดต่อกับ Vendor เอง แต่ ASAP Project ไม่ทิ้ง พร้อมคอยเป็นตัวกลางประสานให้ระบบดำเนินต่อไปได้ด้วยดี

“อย่างน้อย ๆ ประมาณ 3 เดือน เราจะจับมือลูกค้ากับ Vendor ให้เขาเข้าใจกันได้ คุยในภาษาเดียวกัน เพราะถ้าไม่เข้าใจกัน ก็ไม่สามารถขึ้นระบบได้ วิธีการ เช่น การแปลง Requirement ของลูกค้าให้ Vendor เข้าใจและช่วยพัฒนาต่อได้อย่างตรงจุด”

นอกจากคำยืนยันของคุณจิดาภา ข้างต้นแล้ว ASAP Project ยังเป็นตัวกลางนำ 2 ฝ่าย มาประชุมสร้างความเข้าใจในบริบทของกันและกันอีกด้วย เพราะ Vendor มักมองในมุมของความสามารถของซอฟต์แวร์ ส่วนลูกค้ามักมุ่งเน้นความต้องการของธุรกิจ เมื่อเกิดปัญหาจึงอาจคุยกันคนละด้าน ดังนั้นที่ปรึกษาจึงมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมความเข้าใจร่วมกันตรงนี้

นอกจากปัญหาการเข้าใจไม่ตรงกันระหว่าง Vendor กับบุคลากรในองค์กร การสื่อสารภายในองค์กรก็อาจเป็นอุปสรรคสำคัญ เช่น การที่พนักงานไม่กล้าบอกปัญหากับผู้บริหารโดยตรง การที่แต่ละแผนกไม่ค่อยคุยกัน คล้ายกับมีเส้นบาง ๆ มากั้นระหว่างพนักงานกับผู้บริหาร กั้นขวางระหว่างแผนกหนึ่งกับอีกแผนกหนึ่ง แต่ ASAP Project เป็นคนกลาง ไม่มีเส้นกั้น จึงสามารถสื่อสารความต้องการของแต่ละฝ่ายถ่ายทอดให้ทุกคนเข้าใจตรงกันได้

4. Example projects โครงการที่ทำร่วมกับองค์กรต่าง ๆ
ให้ปลาไม่สำคัญเท่าสอนวิธีจับปลา ASAP Project ไม่เพียงให้คำปรึกษา แต่ยังมีการ Training ฝึกอบรมพนักงานในองค์กรของลูกค้าให้มีความรู้ในการ Digital Transformation อย่างยั่งยืนอีกด้วย

จากเหตุผลทั้งหมด ทำให้ ASAP Project ได้รับความไว้วางใจจากหลายบริษัทชั้นนำในไทย เมื่อต้องการ Digital Transformation มักคิดถึงเป็นอันดับต้น ๆ ผลงานล่าสุด ได้แก่

1. ร่วมออกแบบระบบกับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่ให้บริการเช่าพื้นที่อาคาร และจัดแสดงนิทรรศการ ที่ต้องบริหารการให้เช่าพื้นที่อย่างหลากหลาย ทั้งบูธรายวัน พื้นที่รายเดือน ไปกระทั่งรายปี และซ่อมบำรุง ด้วยการนำระบบอันซับซ้อนเดิมมารวมเข้าด้วยกัน เพื่อให้งานที่ต้องทำซ้ำ ๆ เช่น การออกบิล การแจ้งซ่อม ที่พนักงานต้องกรอกข้อมูลเองมาเป็น Automation

2. ร่วมกับบริษัทผู้จัดจำหน่ายเมล็ดกาแฟ และให้บริการเครื่องชงกาแฟ เพื่อสรรหาระบบ CRM, POS, Loyalty Application ที่เหมาะสมมาแทนระบบเดิม เนื่องจากซอฟแวร์ก่อนหน้านี้ตอบสนองได้ไม่เพียงพอ

3. ร่วมวาง Roadmap การ Digital Transformation กับบริษัทเคมีภัณฑ์ก่อนจะขึ้นระบบ เนื่องจากองค์กรกำลังเติบโต และต้องการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล เพื่อรองรับการขยายธุรกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต เพราะการจะ DX ไม่ใช่แค่ซื้อซอฟแวร์มาใช้ แต่ต้องมีกระบวนการที่ชัดเจน

4. ร่วมมือกับแบรนด์กาแฟชั้นนำ เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันสะสมแต้ม ที่สามารถปรับแต่งให้ตรงกับความต้องการของแบรนด์ได้ รวมทั้งสามารถสร้างระบบรางวัลที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data Driven Marketing) ซึ่งเป็นโครงการที่เริ่มตั้งแต่การวาง Road Map เช่นกัน

จากเหตุผลข้างต้น คุณจิดาภา ได้นำสถิติที่น่าสนใจขององค์กรที่ทำงานร่วมกับ Independent Consultant ปิดท้ายดังนี้

จากการสำรวจองค์กรมากกว่า 500 แห่ง พบว่า การทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ หรือ Independent Consultant มีอัตราความสำเร็จสูงถึง 75 – 85% ในขณะที่หากพึ่งพาเฉพาะทีมภายในองค์กรเองจะมีโอกาสสำเร็จเพียง 45 – 55% ด้วยเหตุผลที่ว่า

Independent Consultant นั้น “ไม่ได้ถือแบรนด์ซอฟต์แวร์ใด ๆ ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย จึงไม่มีเรื่องของส่วนแบ่งเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่เป้าหมายสูงสุดคือความสำเร็จของลูกค้า โดยเราเข้าไปเติมเต็มสิ่งที่ขาด เนื่องจากการ Transformation เป็นสิ่งใหม่ขององค์กร เชื่อว่าไม่มีพนักงานคนใดลุกขึ้นมารวบรวม Data หากหัวหน้าไม่สั่ง เมื่อเป็นสิ่งใหม่ หน้าที่ของที่ปรึกษาจึงต้องสรรหาซอฟต์แวร์ที่เหมาะสม และเป็นตัวกลางเชื่อมต่อทุกฝ่ายให้เห็นในมุมเดียวกัน ซึ่ง ASAP Project เราทำส่วนนี้ 150% ค่ะ” คุณจิดาภา กล่าวทิ้งท้ายในบทความนี้

ข้อมูลติดต่อ ASAP Project | Digital Transformation Strategist
Website: https://www.asapproject.co
Email: hello@asapproject.co
Facebook: ASAP Project
Youtube Channel: ASAP Project Solutions
LinkedIn: https://www.linkedin.com/company/asap-project/

RECOMMEND