Manufacturing DX

Marketing

Smart Factory

Others

26.08.2026

ทำไมบริษัทระดับโลกถึงเลือกเวียดนามเป็นฐานการผลิต?

ถ้าย้อนกลับไปไม่กี่สิบปีที่ผ่านมา เวลาพูดถึง “ฐานการผลิตของโลก” ชื่อของจีนมักเป็นคำตอบแรก ๆ ที่หลายบริษัทนึกถึง แต่ภาพของห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยี ยานยนต์ และสินค้าอุปโภคบริโภค ประเทศหนึ่งที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องคือ “เวียดนาม” และสิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ที่เข้ามาไม่ได้มีเพียงบริษัทระดับกลางหรือผู้ผลิตที่ต้องการลดต้นทุน แต่รวมถึงบริษัทระดับโลกอย่าง Samsung, LG, Foxconn รวมถึงบริษัทในห่วงโซ่อุปทานของ Apple และ LEGO

ตัวเลข FDI สะท้อนภาพนี้ได้ค่อนข้างชัดเจน ในปี 2025 เวียดนามได้รับเงินลงทุนจากต่างประเทศที่จดทะเบียนใหม่และเพิ่มทุนรวมกว่า 38.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินลงทุนที่เกิดขึ้นจริงอยู่ที่ประมาณ 27.6 พันล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อน และมากกว่าครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนที่จดทะเบียนอยู่ในภาคการผลิตและการแปรรูป ซึ่งเป็นภาคส่วนสำคัญต่อการเชื่อมต่อเวียดนามเข้ากับ Global Supply Chain

กรณีของ Samsung เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพได้ดีที่สุด Samsung เริ่มลงทุนผลิตในเวียดนามตั้งแต่ปี 2008 ที่จังหวัด Bac Ninh ก่อนขยายฐานการผลิตไปยัง Thai Nguyen และพื้นที่อื่น ๆ ปัจจุบัน Samsung มี 6 โรงงาน ศูนย์ R&D และหน่วยงานด้านการขายในประเทศ โดยมีเงินลงทุนสะสมประมาณ 23.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ สิ้นปี 2024 และบริษัทระบุว่าเวียดนามกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตระดับโลกของผลิตภัณฑ์ Galaxy โดยมีการผลิตสินค้าไปแล้วมากกว่า 2.35 พันล้านชิ้น ที่สำคัญ Samsung ยังเดินหน้าขยายไปสู่เซมิคอนดักเตอร์ โดยในปี 2026 มีแผนลงทุน 1.5 พันล้านดอลลาร์ สำหรับโรงงานทดสอบชิปในเวียดนาม ซึ่งสะท้อนว่าเวียดนามไม่ได้ถูกมองเพียงเป็นฐานประกอบสินค้าอีกต่อไป แต่กำลังมีบทบาทในกิจกรรมที่ซับซ้อนขึ้นของห่วงโซ่เทคโนโลยี

LG ก็มีเส้นทางที่คล้ายกัน โดยเลือกเมือง Hai Phong ทางตอนเหนือเป็นหนึ่งในฐานการผลิตสำคัญของบริษัท LG เคยระบุเหตุผลอย่างตรงไปตรงมาว่า Hai Phong เป็นเมืองท่าที่ช่วยให้การขนส่งไปยังตลาดต่างประเทศมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันเวียดนามมีแรงงานที่มีคุณภาพและรัฐบาลที่พร้อมสนับสนุนการลงทุน จึงกลายเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การผลิตระดับโลกของ LG ปัจจุบันฐานการผลิตของ LG ในเวียดนามไม่ได้จำกัดอยู่เพียงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า แต่ยังมีการผลิตชิ้นส่วนและวัสดุที่เกี่ยวข้องกับ Supply Chain ด้วย โดยในเดือนกรกฎาคม 2026 LG เพิ่งเปิดสายการผลิตวัสดุขั้นสูงแห่งใหม่ที่ Hai Phong เพื่อรองรับความต้องการจากตลาดต่างประเทศ

อีกชื่อหนึ่งที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงของ Supply Chain ได้อย่างชัดเจนคือ Foxconn ผู้ผลิตอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของโลกและหนึ่งในซัพพลายเออร์สำคัญของ Apple Foxconn เข้ามาเวียดนามตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2000 และขยายการลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีเงินลงทุนในประเทศมากกว่า 3.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ณ ปี 2024 โรงงานส่วนใหญ่อยู่ใน Bac Ninh และ Bac Giang ขณะเดียวกันบริษัทก็ยังเดินหน้าขยายกำลังการผลิต ทั้งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจร และอุปกรณ์ระบบอัจฉริยะ

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าการย้ายโรงงานของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง คือการเกิดขึ้นของ “ระบบนิเวศ” รอบ ๆ บริษัทเหล่านี้ เพราะเมื่อผู้ผลิตรายใหญ่เข้ามาตั้งโรงงาน ซัพพลายเออร์ของพวกเขาก็มักจะตามเข้ามาด้วย กรณีของ Apple เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาก รายงาน ASEAN Investment Report ระบุว่า ในปี 2023 ประมาณ 40% ของซัพพลายเออร์ 180 รายของ Apple มีฐานอยู่ในเวียดนาม เพิ่มขึ้นจาก 30% ในปี 2020 และตั้งแต่ปี 2019 Apple กับพันธมิตรใน Supply Chain ลงทุนในเวียดนามรวมกันมากกว่า 16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

วันนี้เวียดนามจึงไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ที่ใช้ประกอบสินค้า Apple เท่านั้น แต่เข้าไปอยู่ในห่วงโซ่ของผลิตภัณฑ์หลายประเภท ทั้ง iPad, AirPods และ Apple Watch รวมถึงการผลิต MacBook โดยซัพพลายเออร์อย่าง Foxconn, Luxshare และ Goertek ต่างขยายกำลังการผลิตในประเทศ ข้อมูลจาก Reuters ยังระบุว่า Apple มีซัพพลายเออร์ในเวียดนามเพิ่มจาก 25 รายในปี 2022 เป็น 35 รายในช่วงปี 2024

และถ้ามองออกจากอุตสาหกรรมเทคโนโลยีไปยังสินค้าอุปโภคบริโภค LEGO ก็เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ บริษัทลงทุนกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างโรงงานที่ Binh Duong ซึ่งเป็นโรงงานแห่งที่ 6 ของ LEGO ทั่วโลกและแห่งที่ 2 ในเอเชีย เหตุผลไม่ได้มีเพียงเรื่องต้นทุน แต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการขยาย Supply Chain เพื่อรองรับการเติบโตในเอเชียและการผลิตที่ใกล้ตลาดมากขึ้น โรงงานแห่งนี้เปิดดำเนินการในปี 2025 และถูกออกแบบให้เป็นหนึ่งในโรงงานที่มีความยั่งยืนสูงที่สุดของบริษัท พร้อมเทคโนโลยีการผลิตอัตโนมัติและระบบพลังงานหมุนเวียน

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เวียดนามมีค่าแรงถูกหรือไม่” เพราะถ้ามองเฉพาะเรื่องค่าแรง ประเทศอื่นในเอเชียก็สามารถแข่งขันได้เช่นกัน สิ่งที่ทำให้เวียดนามน่าสนใจคือการที่หลายปัจจัยมาอยู่รวมกันในประเทศเดียว ทั้งแรงงานที่มีจำนวนมาก ต้นทุนการผลิตที่ยังแข่งขันได้ โครงสร้างพื้นฐานด้านการส่งออก ตลาดภายในประเทศที่กำลังขยายตัว และเครือข่าย FTA ที่เปิดทางให้สินค้าจากเวียดนามเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น OECD ระบุว่าเวียดนามมี FDI ไหลเข้าคิดเป็นเฉลี่ย 4.8% ของ GDP ในช่วงปี 2015–2023 สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาค และเป็นหนึ่งในเศรษฐกิจที่เปิดรับการค้าอย่างมาก โดยมี FTA ทั้งระดับทวิภาคีและพหุภาคีจำนวนมาก

อีกเหตุผลหนึ่งที่สำคัญมากในยุคปัจจุบันคือเรื่อง การกระจายความเสี่ยงของ Supply Chain บริษัทระดับโลกจำนวนมากไม่ได้ต้องการ “ย้ายออกจากจีนทั้งหมด” แต่ต้องการลดการพึ่งพาฐานการผลิตเพียงประเทศเดียว หลังจากโลกเผชิญทั้งสงครามการค้า ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การหยุดชะงักของโลจิสติกส์ และความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า การมีฐานการผลิตอีกแห่งจึงกลายเป็นเรื่องของ Business Resilience มากกว่าการลดต้นทุนเพียงอย่างเดียว World Bank ระบุว่าเวียดนามเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับประโยชน์จากการปรับโครงสร้าง Supply Chain ในภูมิภาค โดยมีข้อได้เปรียบทั้งต้นทุนแรงงาน ตลาดภายในประเทศ โครงสร้างพื้นฐานเพื่อการส่งออก และเครือข่าย FTA

อย่างไรก็ตาม เวียดนามไม่ได้สมบูรณ์แบบทุกด้าน ประเทศยังมีโจทย์เรื่องแรงงานทักษะสูง โครงสร้างพื้นฐานบางส่วน และความมั่นคงด้านพลังงาน โดย World Bank ระบุว่าปัจจุบันแรงงานภาคการผลิตที่จัดอยู่ในกลุ่มทักษะสูงยังมีสัดส่วนเพียงประมาณ 5% และการพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยีจะเป็นปัจจัยสำคัญหากเวียดนามต้องการขยับจากฐานประกอบสินค้าไปสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

แต่เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด เหตุผลที่บริษัทระดับโลกสนใจเวียดนามจึงชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือ เวียดนามไม่ได้ขายเพียง “ต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้” แต่กำลังขายความสามารถในการเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ตั้งแต่การผลิตชิ้นส่วน การประกอบสินค้า การส่งออก ไปจนถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ซับซ้อนขึ้น

Samsung สร้างฐานการผลิตขนาดใหญ่ LG ขยายระบบการผลิตและชิ้นส่วน Foxconn เพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับลูกค้าระดับโลก ขณะที่ซัพพลายเออร์ของ Apple ค่อย ๆ สร้างระบบนิเวศขึ้นในประเทศ และ LEGO ก็เลือกเวียดนามเป็นฐานผลิตแห่งใหม่เพื่อรองรับตลาดเอเชีย ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในทิศทางเดียวกัน จนทำให้เวียดนามกำลังเปลี่ยนจาก “ประเทศที่มีต้นทุนการผลิตน่าสนใจ” ไปสู่ หนึ่งในฐานการผลิตยุทธศาสตร์ของเอเชีย

สำหรับบริษัทที่กำลังมองหาตลาดใหม่หรือกำลังคิดเรื่องการขยายฐานการผลิตไปต่างประเทศ ประเด็นสำคัญจึงอาจไม่ใช่คำถามว่า “ทำไมบริษัทระดับโลกถึงย้ายมาเวียดนาม?” แต่ควรถามต่อว่า เมื่อ Supply Chain ของบริษัทระดับโลกกำลังขยายตัวในเวียดนาม แล้วธุรกิจไทยจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain เหล่านี้ได้อย่างไร เพราะโอกาสไม่ได้อยู่เฉพาะการไปตั้งโรงงาน แต่ยังรวมถึงการเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วน ซัพพลายเออร์ ผู้ให้บริการด้านเทคโนโลยี โลจิสติกส์ ระบบอัตโนมัติ และโซลูชันสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตตามการลงทุนเหล่านี้ด้วย

RECOMMEND