ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เวียดนามไม่ได้เป็นเพียงประเทศที่มีต้นทุนการผลิตที่แข่งขันได้อีกต่อไป แต่กำลังขยับบทบาทขึ้นมาเป็นหนึ่งในฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญของเอเชีย โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร ยานยนต์ ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม ระบบอัตโนมัติ และการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การเข้ามาลงทุนของบริษัทระดับโลก รวมถึงการขยายตัวของภาคการผลิต ทำให้ความต้องการด้านเครื่องจักร ระบบ Automation, Industrial Equipment, Software และเทคโนโลยีสำหรับโรงงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนภาพนี้ได้ค่อนข้างชัดเจน ในปี 2025 เศรษฐกิจเวียดนามขยายตัว 8.02% ขณะที่ GDP มีมูลค่าประมาณ 514,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และ GDP ต่อหัวเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 5,026 ดอลลาร์สหรัฐ จาก 4,700 ดอลลาร์ในปีก่อนหน้า นอกจากนี้ มูลค่าการส่งออกและนำเข้าสินค้ารวมกันแตะระดับ 930,050 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.2% ในปีเดียว สะท้อนให้เห็นว่าเวียดนามมีบทบาทในระบบการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลกมากขึ้นอย่างชัดเจน
สิ่งที่น่าสนใจสำหรับธุรกิจ B2B คือ ภาคอุตสาหกรรมและการผลิตยังเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจเวียดนาม โดยในปี 2025 กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมแปรรูปและการผลิตคิดเป็นถึง 88.7% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด หรือประมาณ 421,470 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะเดียวกัน การนำเข้าสินค้าทุน เช่น เครื่องจักร อุปกรณ์ และปัจจัยการผลิต มีสัดส่วนสูงถึง 93.6% ของการนำเข้า สิ่งนี้สะท้อนว่าโรงงานและผู้ผลิตในเวียดนามยังมีความต้องการเทคโนโลยี เครื่องจักร และโซลูชันจากภายนอกอีกเป็นจำนวนมาก
อีกตัวเลขที่น่าจับตามองคือ FDI หรือการลงทุนจากต่างประเทศ ในปี 2025 เวียดนามได้รับเงินลงทุนต่างชาติที่จดทะเบียนใหม่ ปรับเพิ่ม และการลงทุนในรูปแบบอื่นรวมกว่า 38.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่เงินลงทุน FDI ที่เกิดขึ้นจริงอยู่ที่ประมาณ 27.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 9% จากปีก่อน และถือเป็นระดับสูงที่สุดในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา ที่สำคัญกว่า 54% ของเงิน FDI ที่เข้าประเทศในปี 2025 อยู่ในภาค การผลิตและการแปรรูป ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 21.01 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
เมื่อมีโรงงานและบริษัทต่างชาติเข้ามาตั้งฐานการผลิตมากขึ้น สิ่งที่ตามมาคือความต้องการ Supplier และ Technology Partner ในประเทศก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ตั้งแต่ Automation, Robotics, Machine Tools, Electrical & Electronics, Factory Equipment, Industrial Software ไปจนถึงระบบ Digital Transformation และ Smart Manufacturing นี่จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับบริษัทไทยที่มีสินค้าและเทคโนโลยีด้านอุตสาหกรรม เพราะตลาดเวียดนามไม่ได้ต้องการเพียงผู้ขายสินค้า แต่กำลังมองหาพาร์ตเนอร์ที่จะเข้ามาช่วยยกระดับประสิทธิภาพและความสามารถในการแข่งขันของโรงงาน
แนวโน้มดังกล่าวมีโอกาสเดินหน้าต่อในระยะยาว โดย World Bank คาดว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะเติบโตประมาณ 6.8% ในปี 2026 และ 7.1% ในปี 2027 ขณะที่ IMF ในรายงานล่าสุดประเมินการเติบโตของเวียดนามในปี 2026 ไว้ที่ประมาณ 7.5% สะท้อนว่าเวียดนามยังเป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงในภูมิภาค
นอกจากนี้ รัฐบาลเวียดนามเองก็มีทิศทางที่ชัดเจนในการผลักดันประเทศไปสู่การผลิตที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามระบุว่า ภาคการผลิตและแปรรูปมีสัดส่วนประมาณ 24.5% ของ GDP ในปี 2025 และตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนดังกล่าวเป็นประมาณ 28% ภายในปี 2030 ขณะเดียวกัน โครงการพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนช่วงปี 2026–2035 มีเป้าหมายเพิ่มความสามารถในการผลิตชิ้นส่วน วัตถุดิบ และอุปกรณ์ภายในประเทศ รวมถึงเพิ่มอัตราการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศในอุตสาหกรรมสำคัญ เพื่อให้เวียดนามสามารถพึ่งพาตนเองและเชื่อมต่อกับ Supply Chain ระดับโลกได้มากขึ้น
และนี่คือเหตุผลว่าทำไมการเข้าไป “พบตลาด” ก่อนที่ตลาดจะเติบโตเต็มที่ จึงมีความสำคัญสำหรับธุรกิจไทย
สำหรับบริษัทที่ต้องการขยายตลาดไปเวียดนาม การออกบูธในงาน VIMF – Vietnam Industrial & Manufacturing Fair ไม่ควรถูกมองเพียงว่าเป็นการนำสินค้าไปจัดแสดง แต่ควรมองว่าเป็นโอกาสในการเข้าไปสร้างตลาดและสร้างความสัมพันธ์กับผู้ซื้อในประเทศโดยตรง เพราะ VIMF เป็นงานที่อยู่ในจุดตัดของ Manufacturing, Industrial Automation และ Supporting Industries ซึ่งเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังได้รับการลงทุนและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
สำหรับปี 2026 งาน VIMF จะจัดขึ้นวันที่ 4–6 พฤศจิกายน 2026 โดยผู้จัดงานระบุว่าจะมีพื้นที่จัดแสดงประมาณ 19,000 ตารางเมตร รวบรวมผู้แสดงสินค้ามากกว่า 700 บริษัท จาก 25 ประเทศและเขตเศรษฐกิจ มากกว่า 900 บูธ และคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานสายอุตสาหกรรมประมาณ 25,000 ราย
ตัวเลขเหล่านี้มีความหมายมากกว่าจำนวนผู้เข้าชม เพราะสำหรับ Exhibitor สิ่งสำคัญคือการได้พบกับ Factory Owner, Engineer, Purchasing, Production Manager, System Integrator, Distributor และผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านการลงทุน ในสถานที่เดียวกัน การมี Booth จึงเปิดโอกาสให้บริษัทไทยสามารถนำเสนอเทคโนโลยี ทดลองสินค้า สาธิต Solution และพูดคุยถึง Pain Point ของลูกค้าเวียดนามได้โดยตรง ซึ่งแตกต่างจากการเริ่มต้นตลาดผ่านช่องทางออนไลน์เพียงอย่างเดียว
ยิ่งไปกว่านั้น การที่เวียดนามกำลังพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุนและต้องการเพิ่มการเชื่อมโยงระหว่างบริษัทท้องถิ่นกับบริษัทข้ามชาติ ทำให้โอกาสไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทที่ต้องการขายเครื่องจักรขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ผลิต ชิ้นส่วนอุตสาหกรรม, Automation, Robotics, Electrical Equipment, Sensors, Industrial Software, AI, Factory Solutions, Maintenance Technology, Energy & Sustainability Solutions และบริษัทที่ต้องการหา Distributor หรือ Business Partner ในเวียดนามด้วย
ดังนั้น หากธุรกิจไทยกำลังมองหาตลาดใหม่ในต่างประเทศ เวียดนามอาจไม่ใช่ตลาดที่ควรรอให้ “พร้อมแล้วค่อยเข้าไป” แต่เป็นตลาดที่ควรเริ่มสร้างความสัมพันธ์ตั้งแต่วันนี้ เพราะเมื่อฐานการผลิตและ Supply Chain ขยายตัวขึ้น การแข่งขันเพื่อเข้าไปเป็น Supplier ของโรงงานและบริษัทระดับโลกก็จะยิ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
VIMF จึงเป็นมากกว่างานแสดงสินค้า แต่เป็นหนึ่งในช่องทางสำคัญสำหรับบริษัทไทยในการเข้าไป “พบลูกค้า พบ Partner และสร้างโอกาสทางธุรกิจ” ในตลาดอุตสาหกรรมเวียดนามโดยตรง
สำหรับองค์กรที่มีเป้าหมายขยายธุรกิจสู่เวียดนาม การเข้าร่วม VIMF ในฐานะ Exhibitor จึงเป็นโอกาสในการสร้าง Brand Visibility, เปิดตลาดใหม่, พบผู้ซื้อและผู้มีอำนาจตัดสินใจ รวมถึงวางตำแหน่งบริษัทให้เข้าไปอยู่ใน Supply Chain ของอุตสาหกรรมเวียดนามตั้งแต่ช่วงที่ตลาดกำลังเติบโต เพราะในตลาดที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ผู้ที่เข้าไปสร้างตลาดก่อน อาจไม่ได้เป็นเพียงผู้ขายรายใหม่ แต่มีโอกาสกลายเป็นหนึ่งใน Partner ที่ตลาดเลือกใช้ในระยะยาว
ข้อมูลสำคัญสำหรับ Exhibitor – VIMF
วันที่: 4–6 พฤศจิกายน 2026
สถานที่: Kinh Bac Cultural Center, Bac Ninh, Vietnam
Exhibitors: 700+ Exhibitors
ภูมิภาค: 25 Countries & Territories
Visitors: ประมาณ 25,000 Professional Visitors
พื้นที่จัดแสดงประมาณ 19,000 ตร.ม.